Browsed by
ป้ายกำกับ: หุ้นนิวยอร์ก

ดาวโจนส์ปิดบวก 64.35 จุด ได้แรงหนุนจากการพุ่งขึ้นของหุ้นพลังงาน-กลุ่มธนาคาร

ดาวโจนส์ปิดบวก 64.35 จุด ได้แรงหนุนจากการพุ่งขึ้นของหุ้นพลังงาน-กลุ่มธนาคาร

หุ้นนิวยอร์ก : ดาวโจนส์ปิดบวก 64.35 จุด ได้แรงหนุนจากการพุ่งขึ้นของหุ้นกลุ่มพลังงานและกลุ่มธนาคาร

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกเมื่อคืนนี้ (16 ก.พ.) โดยได้แรงหนุนจากการพุ่งขึ้นของหุ้นกลุ่มพลังงานและกลุ่มธนาคาร รวมทั้งความหวังที่ว่า สภาคองเกรสสหรัฐจะอนุมัติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงิน 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ที่นำเสนอโดยประธานาธิบดีโจ ไบเดน อย่างไรก็ดี ดัชนี Nasdaq ปิดในแดนลบเนื่องจากคำสั่งขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 31,522.75 จุด เพิ่มขึ้น 64.35 จุด หรือ +0.20%, ดัชนี S&P500 ปิดที่ 3,932.59 จุด ลดลง 2.24 จุด หรือ -0.06% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 14,047.50 จุด ลดลง 47.97 จุด หรือ -0.34%

ดัชนีดาวโจนส์ปิดในแดนบวกติดต่อกันสองวันทำการ เนื่องจากนักลงทุนมีความหวังว่า สภาคองเกรสสหรัฐจะเร่งอนุมัติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงิน 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ เพื่อเยียวยาประชาชนและภาคเอกชนที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 โดยขณะนี้ปธน.ไบเดนกำลังผลักดันให้สภาคองเกรสอนุมัติมาตรการดังกล่าวเพื่อที่จะมอบเช็คเงินสด 1,400 ดอลลาร์แก่ชาวอเมริกัน และเพิ่มเงินชดเชยให้แก่ประชาชนที่ตกงาน

หุ้น 8 ใน 11 กลุ่มที่คำนวณในดัชนี S&P500 ปรับตัวขึ้น นำโดยดัชนีหุ้นกลุ่มพลังงานพุ่งขึ้นแข็งแกร่งถึง 2.26% โดยหุ้นเอ็กซอน โมบิล พุ่งขึ้น 3.01% หุ้นเชฟรอน พุ่งขึ้น 2.05% หุ้นโคโนโคฟิลลิปส์ ทะยานขึ้น 3.58% หุ้นอ็อคซิเดนเชียล ปิโตรเลียม พุ่งขึ้น 4.21%

ทั้งนี้ กลุ่มพลังงานพุ่งขึ้นหลังจากราคาน้ำมันดิบ WTI ทะยานขึ้นเหนือระดับ 60 ดอลลาร์/บาร์เรลเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 1 ปี เนื่องจากสภาพอากาศที่หนาวเย็นจัดจนถึงขั้นติดลบได้ส่งผลให้โรงกลั่นหลายแห่งในรัฐเท็กซัสต้องปิดการดำเนินงานชั่วคราว นอกจากนี้ หุ้นกลุ่มพลังงานยังได้ปัจจัยหนุนจากการที่นักลงทุนคาดว่า อุตสาหกรรมพลังงานจะได้ประโยชน์เมื่อสหรัฐเริ่มกลับมาเปิดเศรษฐกิจอย่างเต็มรูปแบบ

อย่างไรก็ดี หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีร่วงลงและเป็นปัจจัยฉุดดัชนี Nasdaq ปิดในแดนลบ โดยหุ้นแอปเปิล ร่วงลง 1.61% หุ้นแอมะซอนดอทคอม ลบ 0.27% หุ้นไมโครซอฟท์ ลดลง 0.53% หุ้นไมครอน เทคโนโลยี ปรับตัวลง 0.3%

นักลงทุนจับตาการรายงานผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในสัปดาห์นี้ โดยเฉพาะบริษัทที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจโรงแรมและการท่องเที่ยว ซึ่งรวมถึงบริษัทฮิลตัน เวิลด์ไวด์ โฮลดิ้งส์, ไฮแอท โฮเทล คอร์ป, แมริออท อินเตอร์เนชันแนล และ TripAdvisor

นอกจากนี้ นักลงทุนยังจับตารายงานการประชุมเดือนม.ค.ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งมีกำหนดเปิดเผยในวันนี้ตามเวลาสหรัฐ เพื่อจับตาทิศทางอัตราดอกเบี้ยของเฟด หลังจากที่นายเจอโรม พาวเวล ประธานเฟดได้ส่งสัญญาณเมื่อเร็วๆนี้ว่า เฟดจะตรึงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับต่ำต่อไปเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการจ้างงาน

ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจด้านอื่นๆของสหรัฐที่มีกำหนดเปิดเผยในสัปดาห์นี้ได้แก่ ยอดค้าปลีกเดือนม.ค., ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือนม.ค., การผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนม.ค., สต็อกสินค้าคงคลังภาคธุรกิจเดือนธ.ค., ดัชนีตลาดที่อยู่อาศัยเดือนก.พ.จากสมาคมผู้สร้างบ้านแห่งชาติ (NAHB), จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์, ตัวเลขการเริ่มสร้างบ้านและการอนุญาตก่อสร้างเดือนม.ค., ดัชนีการผลิตเดือนก.พ.จากเฟดฟิลาเดลเฟีย, ราคานำเข้าและราคาส่งออกเดือนม.ค., ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตขั้นต้นเดือนก.พ.จากมาร์กิต, ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคบริการขั้นต้นเดือนก.พ.จากมาร์กิต และยอดขายบ้านมือสองเดือนม.ค. ufabet

สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐที่มีการเปิดเผยล่าสุดเมื่อคืนนี้ ผลสำรวจของเอสแอนด์พี คอร์โลจิก เคส ชิลเลอร์ ระบุว่า ดัชนีราคาบ้านทั่วประเทศในสหรัฐพุ่งขึ้น 9.5% ในเดือนพ.ย. เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีที่แล้ว ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นมากที่สุดในรอบกว่า 6 ปี

ทางด้านผลสำรวจของ Conference Board ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยเศรษฐกิจ ระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 89.3 ในเดือนม.ค. จากระดับ 87.1 ในเดือนธ.ค. และสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 89.0 โดยดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐเป็นการสำรวจมุมมองของผู้บริโภค และความเชื่อมั่นต่อสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน และในช่วง 6 เดือนข้างหน้า, สถานะการเงินส่วนบุคคล และการจ้างงาน

ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจด้านอื่นๆของสหรัฐที่มีกำหนดเปิดเผยในสัปดาห์นี้ได้แก่ ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนเดือนธ.ค., จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์, ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 4/2563 (ประมาณการเบื้องต้น), ยอดขายบ้านใหม่เดือนธ.ค., ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) เดือนธ.ค., ยอดทำสัญญาขายบ้านที่รอปิดการขาย (pending home sales) เดือนธ.ค. และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนม.ค.จากมหาวิทยาลัยมิชิแกน

ดาวโจนส์ปิดบวก 27.70 จุด ขานรับความหวังเศรษฐกิจฟื้นตัว

ดาวโจนส์ปิดบวก 27.70 จุด ขานรับความหวังเศรษฐกิจฟื้นตัว

หุ้นนิวยอร์ก : ดาวโจนส์ปิดบวก 27.70 จุด ขานรับความหวังเศรษฐกิจฟื้นตัว

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกเมื่อวันศุกร์ (12 ก.พ.) เนื่องจากนักลงทุนมีความหวังว่า รัฐบาลสหรัฐจะออกมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติมเพื่อกระตุ้นให้เศรษฐกิจฟื้นตัวเร็วขึ้น นอกจากนี้ ตลาดยังได้แรงหนุนจากรายงานที่บ่งชี้ว่า จำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่ในสหรัฐเริ่มลดลง และมีการฉีดวัคซีนป้องกันโรคเพิ่มมากขึ้น

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 31,458.40 จุด เพิ่มขึ้น 27.70 จุด หรือ +0.1%, ดัชนี S&P500 ปิดที่ 3,934.83 จุด เพิ่มขึ้น 18.45 จุด หรือ +0.47% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 14,095.47 จุด เพิ่มขึ้น 69.70 จุด หรือ +0.50%

ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ดัชนีดาวโจนส์ เพิ่มขึ้น 1%, ดัชนี S&P500 เพิ่มขึ้น 1.2% และดัชนี Nasdaq เพิ่มขึ้น 1.7%

ตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวขึ้น โดยได้แรงหนุนจากความเชื่อมั่นว่าสภาคองเกรสสหรัฐจะออกมาตรการกระตุ้นด้านการคลังครั้งใหม่เพื่อช่วยให้เศรษฐกิจฟื้นตัว นอกจากนี้ ตลาดยังได้แรงหนุนจากการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ที่เพิ่มขึ้นในสหรัฐ และการเปิดเผยรายงานผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนของสหรัฐที่ดีเกินคาด

บรรดานักลงทุนมีความหวังว่า สภาคองเกรสจะอนุมัติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงินใกล้เคียงกับที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดน เสนอที่ 1.9 ล้านล้านดอลลาร์

นอกจากนี้ ตลาดยังขานรับแนวโน้มที่การฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ในสหรัฐอาจจะสูงเกินเป้าหมายของปธน.ไบเดนซึ่งเขาต้องการฉีดวัคซีนโควิดให้กับประชาชน 100 ล้านโดสภายใน 100 วันแรกที่เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี โดยมีการฉีดวัคซีนไปมากกว่า 26 ล้านโดสแล้วในช่วง 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC) ของสหรัฐเปิดเผยว่า ชาวอเมริกันราว 34.7 ล้านคนจาก 331 ล้านคนได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 โดสแรกแล้ว

หุ้นกลุ่มพลังงาน, การเงิน และวัสดุ ปรับตัวขึ้น เนื่องจากนักลงทุนเข้าซื้อเพราะมีความหวังว่า หุ้นกลุ่มเหล่านี้จะได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ หุ้นกลุ่มพลังงานยังได้แรงหนุนจากราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 12 เดือน และหุ้นกลุ่มการเงินปรับตัวขึ้นด้วย โดยได้แรงหนุนจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐระยะยาวที่ดีดตัวขึ้น

ทั้งนี้ ตลาดไม่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐที่ลดลงเกินคาดสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 6 เดือน โดยผลสำรวจของมหาวิทยาลัยมิชิแกนระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐปรับตัวลงสู่ระดับ 76.2 ในช่วงครึ่งแรกของเดือนก.พ. จากระดับ 79 ในเดือนม.ค. ซึ่งตัวเลขดังกล่าวสวนทางกับการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่คาดไว้ว่า ดัชนีดังกล่าวจะขยับขึ้นเล็กน้อยแตะ 80.8

ส่วนการซื้อขายในตลาดหุ้นสหรัฐเป็นไปอย่างซบเซาในวันศุกร์ เนื่องจากนักลงทุนชะลอการซื้อขายก่อนวันหยุดยาว โดยตลาดหุ้นสหรัฐจะปิดทำการในวันจันทร์ที่จะถึงนี้ (15 ก.พ.) เนื่องในวันประธานาธิบดี ufabet

หุ้นจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน (J&J) พุ่งขึ้น 2.73% หลังจากบริษัทเปิดเผยกำไรในไตรมาส 4/2563 ที่ระดับ 1.86 ดอลลาร์/หุ้น สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 1.82 ดอลลาร์/หุ้น ขณะเดียวกันคาดว่า จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน จะเปิดเผยผลการทดลองวัคซีนโควิด-19 ในสัปดาห์นี้ หลังจากที่ได้ทำการทดลองวัคซีนในระยะที่ 3 กับอาสาสมัครจำนวน 45,000 คน

หุ้นเจเนอรัล อิเลคทริค (GE) พุ่งขึ้น 2.73% หลังบริษัทเปิดเผยรายได้ในไตรมาส 4/2563 ที่ระดับ 2.193 หมื่นล้านดอลลาร์ สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ที่ระดับ 2.183 หมื่นล้านดอลลาร์ อย่างไรก็ดี บริษัทมีกำไรเพียง 8 เซนต์/หุ้น ซึ่งต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ที่ระดับ 9 เซนต์/หุ้น

นักลงทุนจับตาผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนรายอื่นๆในสัปดาห์นี้ ซึ่งได้แก่ แอปเปิล, ไมโครซอฟท์, โบอิ้ง, เน็ตฟลิกซ์ และเทสลา

นอกจากนี้ นักลงทุนยังรอดูผลการประชุมนโยบายการเงินของเฟดซึ่งจะมีการแถลงในวันนี้ตามเวลาสหรัฐ หรือในช่วงเช้าตรู่ของวันพรุ่งนี้ตามเวลาไทย ด้านนักวิเคราะห์คาดว่าเฟดจะยังคงตรึงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 0.00-0.25% ขณะที่ตลาดจับตาดูว่าเฟดจะยังคงซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ในวงเงิน 1.2 แสนล้านดอลลาร์/เดือนหรือไม่ ท่ามกลางการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในสหรัฐ

สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐที่มีการเปิดเผยล่าสุดเมื่อคืนนี้ ผลสำรวจของเอสแอนด์พี คอร์โลจิก เคส ชิลเลอร์ ระบุว่า ดัชนีราคาบ้านทั่วประเทศในสหรัฐพุ่งขึ้น 9.5% ในเดือนพ.ย. เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีที่แล้ว ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นมากที่สุดในรอบกว่า 6 ปี

ทางด้านผลสำรวจของ Conference Board ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยเศรษฐกิจ ระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 89.3 ในเดือนม.ค. จากระดับ 87.1 ในเดือนธ.ค. และสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 89.0 โดยดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐเป็นการสำรวจมุมมองของผู้บริโภค และความเชื่อมั่นต่อสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน และในช่วง 6 เดือนข้างหน้า, สถานะการเงินส่วนบุคคล และการจ้างงาน

ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจด้านอื่นๆของสหรัฐที่มีกำหนดเปิดเผยในสัปดาห์นี้ได้แก่ ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนเดือนธ.ค., จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์, ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 4/2563 (ประมาณการเบื้องต้น), ยอดขายบ้านใหม่เดือนธ.ค., ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) เดือนธ.ค., ยอดทำสัญญาขายบ้านที่รอปิดการขาย (pending home sales) เดือนธ.ค. และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนม.ค.จากมหาวิทยาลัยมิชิแกน

ดาวโจนส์ปิดบวก 61.97 จุด หลังพาวเวลส่งสัญญาณตรึงดอกเบี้ยหนุนศก.

ดาวโจนส์ปิดบวก 61.97 จุด หลังพาวเวลส่งสัญญาณตรึงดอกเบี้ยหนุนศก.

หุ้นนิวยอร์ก : ดาวโจนส์ปิดบวก 61.97 จุด หลังพาวเวลส่งสัญญาณตรึงดอกเบี้ยหนุนศก.

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกเมื่อคืนนี้ (10 ก.พ.) หลังจากนายเจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ย้ำว่า เฟดจะตรึงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับต่ำต่อไปเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการจ้างงาน อย่างไรก็ดี ดัชนี S&P500 และ Nasdaq ปิดในแดนลบ เนื่องจากนักลงทุนเทขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 31,437.80 จุด เพิ่มขึ้น 61.97 จุด หรือ +0.20% ดัชนี S&P500 ปิดที่ 3,909.88 จุด ลดลง 1.35 จุด หรือ -0.03% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 13,972.53 จุด ลดลง 35.16 จุด หรือ -0.25%

ดัชนีดาวโจนส์ได้รับแรงหนุนหลังจากนายพาวเวลกล่าวสุนทรพจน์ในงานเสวนาของสมาคมเศรษฐกิจแห่งนิวยอร์กเมื่อวานนี้ว่า เฟดต้องการเห็นตัวเลขการจ้างงานและอัตราเงินเฟ้อฟื้นตัวอย่างยั่งยืน ก่อนที่จะตัดสินใจปรับลดวงเงินในโครงการซื้อสินทรัพย์มูลค่า 1.20 แสนล้านดอลลาร์ต่อเดือน พร้อมกับย้ำว่า เฟดจะตรึงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับต่ำต่อไปเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการจ้างงาน

อย่างไรก็ดี การที่นายพาวเวลไม่ได้เปิดเผยข้อมูลเชิงลึกใหม่ๆเกี่ยวกับทิศทางนโยบายการเงินของเฟดนั้น ทำให้นักลงทุนรู้สึกผิดหวัง และส่งผลให้ดัชนีดาวโจนส์ขยับขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

หุ้น 6 ใน 11 กลุ่มที่คำนวณในดัชนี S&P500 ปรับตัวลง นำโดยดัชนีหุ้นกลุ่มสินค้าผู้บริโภคร่วงลง 0.94% โดยหุ้นเป๊ปซี่โค ร่วงลง 1.36% หุ้นพรอคเตอร์ แอนด์ แกมเบิล (P&G) ปรับตัวลง 0.33% หุ้นไทสัน ฟูดส์ ลดลง 0.32% ufa

ตลาดหุ้นอเมริกา คืออะไร : วิธีการซื้อหุ้น, ตลาดหุ้นอเมริกาเปิดกี่โมง?

ตลาดหุ้นอเมริกาได้รับความสนใจอย่างมากจากนักลงทุน เนื่องจากมีหุ้นเทคโนโลยีชื่อดังก้องโลก เช่น Facebook, Google, Amazon ซึ่งนับว่าเป็น 3 บริษัทที่เปลี่ยนโลกไปอย่างสิ้นเชิง และราคาหุ้นของบริษัทเหล่านี้ก้มีมูลค่ามหาศาล ในบทความนี้เราจึงต้องการพาคุณไปเรียนรู้เกี่ยวกับตลาดหุ้นอเมริกาให้มากยิ่งขึ้น

ออกตัวก่อนว่า บทความนี้จะอธิบายเรื่องพื้นฐานโดยไม่ได้มี “เทคนิค” ในการเข้าเทรดใดๆ โดยเป็นบทความสำหรับมือใหม่ “ตั้งแต่ศูนย์” อธิบายตั้งแต่ ตลาดหุ้นอเมริกาคืออะไร แล้วหุ้นที่อยู่ในตลาดหุ้นอเมริกา มีอะไรบ้าง? เวลาเปิด-ปิดของตลาด การเปิดโปรแกรมดูกราฟ และวิธีการกดปุ่มซื้อขายในเบื้องต้น ไปลุยกันเลย!

ตลาดหุ้นอเมริมา

ตลาดหุ้นอเมริกา คือ สถานที่อันที่ศูนย์กลางในการซื้อขายตราสารทุน หรือที่เรียกว่า “หุ้น” ของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของประเทศสหรัฐฯ ซึ่งก็เปรียบเสมือนตลาดหุ้นแห่งประเทศไทยของบ้าน หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ SET แต่สำหรับตลาดหุ้นอเมริกาจะมีตราสารทางการเงินที่หลากหลายกว่ามาก

ในสหรัฐฯ จะมีตลาดหุ้นหลักถึง 2 แห่ง ซึ่งมันยังเป็น 2 ตลาดหุ้นที่ใหญ่ที่สุดในโลกอีกด้วย ได้แก่ “ตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก” (New York Stock Exchange) และตลาด “แนสแด็ก” (Nasdaq Stock Exchange) ซึ่ง Nasdaq เป็นตลาดหลักทรัพย์แห่งที่สองของสหรัฐฯ ดังนั้นเราจะเห็นว่า เวลานักลงทุนพูดคำว่า “ตลาดหุ้นอเมริกา” จะหมายถึง 2 ตลาดหลักของสหรัฐฯ คือ New York และ Nasdaq

ตัวอย่างบริษัทระดับโลกที่คุ้นหูกันดีที่ได้จดทะเบียนระดมทุนในตลาดหุ้นอเมริกา เช่น Amazon, Netflix, Facebook หรือแม้แต่บริษัทสัญชาติจีนอย่าง Alibaba ของ Jack Ma ก็เลือกที่จะเข้ามาจดทะเบียนในตลาด Nasdaq เพราะมีพัฒนาการที่ยาวนาน และในดินแดนสหรัฐฯ มี Investment Banker ที่เชี่ยวชาญกว่ามาก จึงเป็นทางเลือกที่ดีกว่าที่ Alibaba ต้องยอมไปอยู่ในตลาดหุ้นอเมริกา

ตลาดหุ้นในอเมริกา มีอะไรบ้าง?

ความจริงต้องเขียนว่า “ตลาดทางการเงิน” โดยในหัวข้อที่แล้ว เราพอทราบคร่าวๆ แล้วว่า บริษัทระดับโลกส่วนใหญ่ก็จดทะเบียนในตลาดหุ้นอเมริกา โดยมี 2 ตลาดหุ้นหลักๆ ได้แก่ New York Stock Exchange กับ Nasdaq Stock Exchange อย่างไรก็ตาม ตลาดที่ใช้แลกเปลี่ยนซื้อขายตราสารทางการเงิน (Securities Market) ไม่ได้มีแค่ “ตลาดหุ้น”

ตลาดทางการเงินหลัก 3 แห่ง ได้แก่

  • New York Stock Exchange (NYSE) : ตลาดหุ้นนิวยอร์ก
  • National Association of Securities Dealers Automated Quotation System (Nasdaq)
  • American Stock Exchange (AMEX) : จะเป็นตลาดสำหรับซื้อขายกองทุน ETF โดยเฉพาะ

ตลาดทางการเงินเพื่อสนับสนุนเครื่องมือเพิ่มเติมหรือตราสารที่มีความซับซ้อน เช่น ตราสารอนุพันธ์ประเภทฟิวเจอร์ศ

  • Boston Stock Exchange (BSE)
  • Chicago Board Options Exchange (CBOE)
  • Chicago Board of Trade (CBOT)
  • Chicago Mercantile Exchange (CME) : ตลาดที่ได้รับความนิยมในฐานะศูนย์กลางการเทรดฟิวเจอร์ส
  • Chicago Stock Exchange (CHX)
  • International Securities Exchange (ISE) : ตลาดที่เน้นตราสาร Option
  • Miami Stock Exchange (MS4X)
  • National Stock Exchange (NSX)
  • Philadelphia Stock Exchange (PHLX)
ดาวโจนส์ปิดบวก 229.29 จุด รับแรงซื้อหุ้นเทคโนฯ-หุ้นเหมือง

ดาวโจนส์ปิดบวก 229.29 จุด รับแรงซื้อหุ้นเทคโนฯ-หุ้นเหมือง

หุ้นนิวยอร์ก : ดาวโจนส์ปิดบวก 229.29 จุด รับแรงซื้อหุ้นเทคโนฯ-หุ้นเหมือง

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกเมื่อคืนนี้ (1 ก.พ.) โดยได้แรงหนุนจากการพุ่งขึ้นของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี โดยเฉพาะหุ้นแอมะซอนดอทคอมที่ทะยานขึ้นกว่า 4% ก่อนที่บริษัทจะเปิดเผยผลประกอบการในวันนี้ นอกจากนี้ ตลาดยังได้ปัจจัยบวกจากหุ้นกลุ่มเหมืองแร่ที่ดีดตัวขึ้นหลังจากราคาโลหะเงินพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 8 ปี อันเนื่องมาจากคำสั่งซื้อของนักลงทุนรายย่อย

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 30,211.91 จุด เพิ่มขึ้น 229.29 จุด หรือ + 0.76% ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 3,773.86 จุด เพิ่มขึ้น 59.62 จุด หรือ +1.61% ส่วนดัชนี Nasdaq ปิดที่ 13,403.39 จุด เพิ่มขึ้น 332.70 จุด หรือ +2.55%

หุ้นทั้ง 11 กลุ่มที่คำนวณในดัชนี S&P500 ปรับตัวขึ้นทั้งหมด นำโดยดัชนีหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่พุ่งขึ้นกว่า 2.5% โดยหุ้นแอมะซอนดอทคอม ทะยานขึ้น 4.26% หุ้นอัลฟาเบท พุ่งขึ้น 3.6% หุ้นไมโครซอฟท์ พุ่งขึ้น 3.32% หุ้นแอปเปิล บวก 1.65% หุ้นเฟซบุ๊ก ดีดตัวขึ้น 1.42% หุ้นเน็ตฟลิกซ์ บวก 1.25%

หุ้นกลุ่มเหมืองแร่พุ่งขึ้น นำโดยหุ้นฟรีพอร์ท-แมคมอร์แกน พุ่งขึ้น 4.95% หุ้นอัลโค อิงค์ พุ่งขึ้น 4.5% หุ้นยูไนเต็ด สเตทส์ สตีล ดีดขึ้น 2.08% โดยหุ้นกลุ่มเหมืองแร่ได้แรงหนุนจากราคาโลหะเงินที่พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 8 ปี หลังนักลงทุนรายย่อยในตลาดหุ้นสหรัฐได้เล็งเป้าหมายใหม่เป็นโลหะเงินเพื่อดันราคาขึ้น หลังจากที่ได้ใช้กลยุทธ์ในลักษณะเดียวกันนี้กับหุ้น GameStop เพื่อสั่งสอนกองทุนเฮดจ์ฟันด์รายใหญ่ที่มักเก็งกำไรด้วยการขายชอร์ต

หุ้น GameStop ซึ่งเป็นร้านจำหน่ายวิดีโอเกมชื่อดังในสหรัฐ ร่วงลง 30.77% ซึ่งช่วยให้ตลาดคลายความกังวลเกี่ยวกับความผันผวนในตลาด หลังจากที่ราคาหุ้น GameStop พุ่งขึ้นอย่างร้อนแรงในช่วงที่ผ่านมา อันเนื่องมาจากนักลงทุนรายย่อยในห้อง WallStreetBets ซึ่งมีสมาชิกกว่า 7.6 ล้านรายบนเว็บบอร์ด Reddit ได้เล็งเป้าหมายที่จะผลักดันราคาหุ้น GameStop ให้สูงขึ้นเพื่อกดดันให้เฮดจ์ฟันด์ต้องกลับเข้าซื้อคืนหุ้นดังกล่าวเพื่อตัดขาดทุน หลังจากที่ได้ขายชอร์ตก่อนหน้านี้ โดยเก็งว่า GameStop จะต้องปิดกิจการในไม่ช้า

นอกจากนี้ ตลาดยังได้ปัจจัยบวกจากข้อมูลเศรษฐกิจที่สดใสของสหรัฐ โดยไอเอชเอส มาร์กิต ระบุว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตของสหรัฐ ดีดตัวขึ้นสู่ระดับ 59.2 ในเดือนม.ค. จากระดับ 57.1 ในเดือนธ.ค. โดยดัชนี PMI เดือนม.ค.ถือเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เริ่มมีการเก็บข้อมูลในเดือนพ.ค.2550

ทางด้านกระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า การใช้จ่ายด้านการก่อสร้างเพิ่มขึ้น 1.0% ในเดือนธ.ค. เมื่อเทียบรายเดือน สู่ระดับ 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ที่เริ่มมีการเก็บรวบรวมข้อมูลในปี 2545 และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 0.9% หลังจากพุ่งขึ้น 1.1% ในเดือนพ.ย.

นักลงทุนจับตาความคืบหน้าในการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของทำเนียบขาว โดยรายงานล่าสุดระบุว่า วุฒิสมาชิกพรรครีพับลิกัน 10 คนได้เรียกร้องให้ประธานาธิบดีโจ ไบเดนปรับลดวงเงินในมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจลงจากระดับ 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ เพื่อให้สามารถผ่านการอนุมัติจากสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาสหรัฐ

นอกจากนี้ นักลงทุนยังรอดูข้อมูลเศรษฐกิจของสหรัฐในสัปดาห์นี้ ซึ่งได้แก่ ตัวเลขจ้างงานภาคเอกชนเดือนม.ค.จาก ADP, ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคบริการขั้นสุดท้ายเดือนม.ค.จากมาร์กิต, ดัชนีภาคบริการเดือนม.ค.จากสถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐ (ISM), จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์, ยอดสั่งซื้อภาคโรงงานเดือนธ.ค. และตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนม.ค. ufa

ตลาดหุ้นอเมริกา คืออะไร : วิธีการซื้อหุ้น, ตลาดหุ้นอเมริกาเปิดกี่โมง?

ตลาดหุ้นอเมริกาได้รับความสนใจอย่างมากจากนักลงทุน เนื่องจากมีหุ้นเทคโนโลยีชื่อดังก้องโลก เช่น Facebook, Google, Amazon ซึ่งนับว่าเป็น 3 บริษัทที่เปลี่ยนโลกไปอย่างสิ้นเชิง และราคาหุ้นของบริษัทเหล่านี้ก้มีมูลค่ามหาศาล ในบทความนี้เราจึงต้องการพาคุณไปเรียนรู้เกี่ยวกับตลาดหุ้นอเมริกาให้มากยิ่งขึ้น

ออกตัวก่อนว่า บทความนี้จะอธิบายเรื่องพื้นฐานโดยไม่ได้มี “เทคนิค” ในการเข้าเทรดใดๆ โดยเป็นบทความสำหรับมือใหม่ “ตั้งแต่ศูนย์” อธิบายตั้งแต่ ตลาดหุ้นอเมริกาคืออะไร แล้วหุ้นที่อยู่ในตลาดหุ้นอเมริกา มีอะไรบ้าง? เวลาเปิด-ปิดของตลาด การเปิดโปรแกรมดูกราฟ และวิธีการกดปุ่มซื้อขายในเบื้องต้น ไปลุยกันเลย!

ตลาดหุ้นอเมริมา

ตลาดหุ้นอเมริกา คือ สถานที่อันที่ศูนย์กลางในการซื้อขายตราสารทุน หรือที่เรียกว่า “หุ้น” ของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของประเทศสหรัฐฯ ซึ่งก็เปรียบเสมือนตลาดหุ้นแห่งประเทศไทยของบ้าน หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ SET แต่สำหรับตลาดหุ้นอเมริกาจะมีตราสารทางการเงินที่หลากหลายกว่ามาก

ในสหรัฐฯ จะมีตลาดหุ้นหลักถึง 2 แห่ง ซึ่งมันยังเป็น 2 ตลาดหุ้นที่ใหญ่ที่สุดในโลกอีกด้วย ได้แก่ “ตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก” (New York Stock Exchange) และตลาด “แนสแด็ก” (Nasdaq Stock Exchange) ซึ่ง Nasdaq เป็นตลาดหลักทรัพย์แห่งที่สองของสหรัฐฯ ดังนั้นเราจะเห็นว่า เวลานักลงทุนพูดคำว่า “ตลาดหุ้นอเมริกา” จะหมายถึง 2 ตลาดหลักของสหรัฐฯ คือ New York และ Nasdaq

ตัวอย่างบริษัทระดับโลกที่คุ้นหูกันดีที่ได้จดทะเบียนระดมทุนในตลาดหุ้นอเมริกา เช่น Amazon, Netflix, Facebook หรือแม้แต่บริษัทสัญชาติจีนอย่าง Alibaba ของ Jack Ma ก็เลือกที่จะเข้ามาจดทะเบียนในตลาด Nasdaq เพราะมีพัฒนาการที่ยาวนาน และในดินแดนสหรัฐฯ มี Investment Banker ที่เชี่ยวชาญกว่ามาก จึงเป็นทางเลือกที่ดีกว่าที่ Alibaba ต้องยอมไปอยู่ในตลาดหุ้นอเมริกา

ดาวโจนส์ปิดร่วง 620.74 จุด วิตกวัคซีนจอห์นสัน,ปั่นหุ้น GameStop ฉุดตลาด

ดาวโจนส์ปิดร่วง 620.74 จุด วิตกวัคซีนจอห์นสัน,ปั่นหุ้น GameStop ฉุดตลาด

หุ้นนิวยอร์ก : ดาวโจนส์ปิดร่วง 620.74 จุด วิตกวัคซีนจอห์นสัน,ปั่นหุ้น GameStop ฉุดตลาด

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดร่วงลงกว่า 600 จุดเมื่อวันศุกร์ (29 ม.ค.) และร่วงลงมากที่สุดในรอบสัปดาห์นี้นับตั้งแต่เดือนต.ค. 2563 โดยตลาดถูกกดดันจากรายงานผลการทดลองประสิทธิภาพวัคซีนต้านโรคโควิด-19 ที่น่าผิดหวังจากบริษัทจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน (J&J) และภาวะผันผวนในตลาดที่เกิดจากการปั่นหุ้น GameStop ซึ่งเป็นหุ้นร้านจำหน่ายวิดีโอเกมชื่อดังในสหรัฐ

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 29,982.62 จุด ร่วงลง 620.74 จุด หรือ -2.03%, ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 3,714.24 จุด ร่วงลง 73.14 จุด หรือ -1.93% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 13,070.69 จุด ร่วงลง 266.46 จุด หรือ -2.00%

ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ดัชนีทั้ง 3 ตัวร่วงลงรายสัปดาห์รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่สิ้นเดือนต.ค. 2563 โดยดัชนีดาวโจนส์ร่วง 3.28%, S&P500 ร่วง 3.31% และดัชนี Nasdaq ร่วง 3.49% และทั้งเดือนม.ค.นั้น ดัชนีดาวโจนส์ลดลง 2.04%, ดัชนี S&P500 ลดลง 1.12% ขณะที่ดัชนี Nasdaq เพิ่มขึ้น 1.42%

ตลาดถูกกดดันจากหุ้น J&J ที่ร่วงลง 3.56% หลังเปิดเผยว่า วัคซีนของบริษัทโดสเดียวมีประสิทธิภาพ 72% ในการป้องกันโรคโควิด-19 ในสหรัฐ และต่ำกว่า 66% ในการทดลองทั่วโลก ซึ่งถือเป็นระดับประสิทธิภาพที่ต่ำกว่าวัคซีนของไฟเซอร์/ไบโอเอ็นเทค และโมเดอร์นาซึ่งอยู่ที่ราว 95% ในการป้องกันโรคโควิดเมื่อฉีด 2 โดส

นอกจากนี้ ตลาดยังถูกกดดันจากความวิตกเกี่ยวกับการปั่นหุ้น GameStop ซึ่งปิดพุ่งขึ้น 67.87% หลังจากหุ้นร้านจำหน่ายวิดีโอเกมชื่อดังในสหรัฐแห่งนี้พุ่งขึ้นมากกว่า 1,000% แล้วนับตั้งแต่ต้นเดือนนี้ ซึ่งเป็นผลจากการรวมตัวกันของนักลงทุนรายย่อยของสหรัฐในการเข้าซื้อเพื่อดันราคาขึ้น โดยหวังจะสั่งสอนกองทุนเฮดจ์ฟันด์รายใหญ่ที่มักเก็งกำไรด้วยการขายชอร์ตในตลาด

ทั้งนี้ กลุ่มนักลงทุนใน WallStreetBets ซึ่งเป็นบอร์ดย่อยใน Reddit ซึ่งเป็นเว็บบอร์ดที่มีสมาชิกกว่า 4 ล้านราย และเป็นแหล่งที่นักลงทุนรายย่อยมักเข้าสนทนาเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลการซื้อขายหุ้นในตลาด ได้เล็งเป้าหมายที่จะผลักดันราคาหุ้น GameStop ให้สูงขึ้นเพื่อกดดันให้เฮดจ์ฟันด์ต้องกลับเข้าซื้อคืนหุ้นดังกล่าวเพื่อตัดขาดทุน หลังจากที่ได้ขายชอร์ตก่อนหน้านี้ โดยเก็งว่า GameStop จะต้องปิดกิจการในไม่ช้า

การกระทำดังกล่าวของนักลงทุนรายย่อยทำให้กองทุนเฮดจ์ฟันด์ประสบภาวะขาดทุนหลายพันล้านดอลลาร์

ขณะนี้ มีความวิตกกันว่า หากหุ้น GameStop ยังคงพุ่งขึ้นต่อไป ก็จะทำให้เฮดจ์ฟันด์ประสบภาวะขาดทุนอย่างหนัก ซึ่งจะส่งผลให้เฮดจ์ฟันด์เหล่านี้พากันเทขายหุ้นอื่นในตลาดเพื่อระดมเงินมาชดเชยผลขาดทุนจากการเก็งกำไรใน GameStop

นอกจากนี้ ยังมีความกังวลกันว่า ปรากฎการณ์ GameStop เป็นการส่งสัญญาณถึงการเกิดภาวะฟองสบู่ในตลาด ซึ่งหากฟองสบู่แตก ก็จะสร้างความตื่นตระหนก และกระทบนักลงทุนรายย่อยอย่างหนัก

การซื้อขายหุ้น GameStop ดันวอลุ่มซื้อขายในตลาดหุ้นนิวยอร์คพุ่งแตะ 1.713 หมื่นล้านหุ้น สูงกว่าวอลุ่มเฉลี่ยในรอบ 20 วันทำการที่ผ่านมาที่ 1.526 หมื่นล้านหุ้น

คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐ (SEC) เปิดเผยว่า จะจับตาอย่างใกล้ชิดกับการซื้อขายหุ้นของบรรดาโบรกเกอร์และเทรดเดอร์ในโซเชียล มีเดีย

ดัชนีดาวโจนส์และดัชนี S&P500 ปิดตลาดที่ระดับต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ยในรอบ 50 วันซึ่งเป็นแนวรับทางเทคนิค

หุ้นแอปเปิล ร่วง 3.74% และหุ้นไมโครซอฟท์ ร่วง 2.92% โดยถูกกดดันจากแรงขายของเฮดจ์ฟันด์เพื่อชดเชยการขาดทุนจากการขายชอร์ตหุ้น GameStop เป็นมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์

สำหรับการเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐเมื่อวันศุกร์ได้แก่ ผลสำรวจของมหาวิทยาลัยมิชิแกนที่บ่งชี้ว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐปรับตัวลงสู่ระดับ 79.0 ในเดือนม.ค. ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 79.2 จากระดับ 80.7 ในเดือนธ.ค., สมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์แห่งชาติของสหรัฐ (NAR) เปิดเผยว่า ดัชนีการทำสัญญาขายบ้านที่รอปิดการขาย (pending home sales) ลดลง 0.3% ในเดือนธ.ค. เมื่อเทียบรายเดือน ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่าลดลง 0.1%, กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า การใช้จ่ายส่วนบุคคลของผู้บริโภคสหรัฐลดลง 0.2% ในเดือนธ.ค. ซึ่งเป็นการปรับตัวลงเป็นเดือนที่ 2 หลังจากดิ่งลง 0.7% ในเดือนพ.ย., กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) พื้นฐาน ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน และเป็นมาตรวัดอัตราเงินเฟ้อที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ให้ความสำคัญ เพิ่มขึ้น 0.3% ในเดือนธ.ค. หลังจากทรงตัวในเดือนพ.ย. และกระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า ดัชนีต้นทุนการจ้างงาน (ECI) ซึ่งเป็นมาตรวัดต้นทุนแรงงานที่กว้างที่สุด เพิ่มขึ้น 0.7% ในไตรมาส 4/2563 เมื่อเทียบรายไตรมาส สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 0.5% หลังจากเพิ่มขึ้น 0.5% ในไตรมาส 3/2563 ufabet

ดาวโจนส์ปิดพุ่ง 300.19 จุด รับผลประกอบการ-ข้อมูลแรงงานสดใส

ดาวโจนส์ปิดพุ่ง 300.19 จุด รับผลประกอบการ-ข้อมูลแรงงานสดใส

หุ้นนิวยอร์ก : ดาวโจนส์ปิดพุ่ง 300.19 จุด รับผลประกอบการ-ข้อมูลแรงงานสดใส

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นกว่า 300 จุดเมื่อคืนนี้ (28 ม.ค.) ขานรับผลประกอบการที่แข็งแกร่งของบริษัทจดทะเบียน รวมทั้งจำนวนคนว่างงานของสหรัฐที่ลดลงมากกว่าตัวเลขคาดการณ์ นอกจากนี้ ตลาดยังได้ปัจจัยบวกจากการที่นักลงทุนคลายความกังวลเกี่ยวกับภาวะฟองสบู่ในตลาดหุ้นซึ่งมีสาเหตุมาจากการที่นักลงทุนรายย่อยแห่ซื้อหุ้น GameStop ซึ่งเป็นร้านจำหน่ายวิดีโอเกมชื่อดังในสหรัฐ

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 30,603.36 จุด เพิ่มขึ้น 300.19 จุด หรือ +0.99% ขณะที่ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 3,787.38 จุด เพิ่มขึ้น 36.61 จุด หรือ +0.98% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 13,337.16 จุด เพิ่มขึ้น 66.56 จุด หรือ + 0.50%

ตลาดหุ้นนิวยอร์กดีดตัวขึ้นขานรับข้อมูลแรงงานที่สดใสของสหรัฐ โดยกระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกลดลง 67,000 ราย สู่ระดับ 847,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 875,000 ราย จากระดับ 914,000 รายที่มีการรายงานในสัปดาห์ก่อนหน้านี้

หุ้นทั้ง 11 กลุ่มที่คำนวณในดัชนี S&P500 ปรับตัวขึ้นทั้งหมด นำโดยดัชนีหุ้นกลุ่มธนาคารพุ่งขึ้น 1.92% โดยหุ้นเจพีมอร์แกน พุ่งขึ้น 1.7% หุ้นแบงก์ ออฟ อเมริกา ดีดขึ้น 1.64% หุ้นมอร์แกน สแตนลีย์ เพิ่มขึ้น 1.42% หุ้นโกลด์แมน แซคส์ บวก 0.62%

ผลประกอบการที่แข็งแกร่งของบริษัทจดทะเบียนเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยหนุนตลาดพุ่งขึ้น โดยบริษัทแอปเปิล อิงค์ เปิดเผยรายได้สูงถึง 1.114 แสนล้านดอลลาร์ในไตรมาสแรกของปีการเงิน 2564 ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่แอปเปิลมีรายได้ทะลุหลัก 1 แสนล้านดอลลาร์ในไตรมาสเดียว

ด้านเฟซบุ๊ก อิงค์ เปิดเผยกำไรสุทธิอยู่ที่ระดับ 1.122 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือ 3.88 ดอลลาร์/หุ้นในไตรมาส 4/2563 เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2562 ซึ่งอยู่ที่ระดับ 7.35 พันล้านดอลลาร์ หรือ 2.56 ดอลลาร์/หุ้น โดยผลประกอบการของเฟซบุ๊กได้แรงหนุนจากรายได้จากการโฆษณาของบรรดาธุรกิจค้าปลีกอีคอมเมิร์ซ

อย่างไรก็ดี หุ้นแอปเปิลปิดตลาดร่วงลง 3.5% เนื่องจากนักลงทุนผิดหวังที่แอปเปิลไม่ได้ประกาศตัวเลขคาดการณ์ผลประกอบการในไตรมาสถัดไป

ขณะที่หุ้นเฟซบุ๊กร่วงลง 2.6% หลังจากบริษัทได้แสดงความกังวลว่าแนวโน้มผลประกอบการในปี 2564 อาจเผชิญกับความท้าทาย เนื่องจากบริษัทแอปเปิล อิงค์ มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายความเป็นส่วนตัว ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อรายได้ด้านโฆษณาของเฟซบุ๊ก โดยเฟซบุ๊กคาดว่า การที่แอปเปิลได้อัปเดตระบบปฏิบัติการบน iPhone เป็น iOS 14 นั้น จะเริ่มกระทบรายได้ของเฟซบุ๊กในช่วงไตรมาสแรกปีนี้

หุ้นอเมริกัน แอร์ไลน์ พุ่งขึ้น 9.3% ขณะที่หุ้นคอมคาสท์ พุ่งขึ้น 6.57% หลังจากทั้งสองบริษัทเปิดเผยผลประกอบการที่สูงกว่าคาดในไตรมาส 4/2563

หุ้น GameStop ปิดตลาดร่วงลง 44.29% หลังจากมีข่าวว่า Robinhood ซึ่งเป็นแอปพลิเคชั่นที่นักลงทุนสามารถซื้อขายหุ้นได้ฟรีผ่านระบบออนไลน์ ได้ออกกฎจำกัดการซื้อขายหุ้น GameStop โดยกำหนดค่ามาร์จิ้นที่สูงขึ้น และอนุญาตให้นักลงทุนสามารถขายหุ้นที่ถือครองอยู่ แต่จะไม่สามารถซื้อหุ้นใหม่ได้ โดย Robinhood ระบุว่ามาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายที่จะสกัดความผันผวนของราคาหุ้นในตลาด

ด้านทำเนียบขาวประกาศจับตาความผันผวนและภาวะฟองสบู่ในตลาดหุ้นวอลล์สตรีทอย่างใกล้ชิด หลังจากราคาหุ้น GameStop พุ่งขึ้นถึง 1,700% นับตั้งแต่ต้นเดือนนี้ และถูกมองกันว่าเป็นการรวมตัวกันของนักลงทุนรายย่อยของสหรัฐเพื่อสั่งสอนกองทุนเฮดจ์ฟันด์รายใหญ่ที่มักเก็งกำไรด้วยการขายชอร์ตในตลาด

หุ้นเทสลา ร่วงลง 3.32% หลังบริษัทเปิดเผยกำไรในไตรมาส 4/2563 ที่ระดับ 24 เซนต์/หุ้น เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้วซึ่งอยู่ที่ 11 เซนต์/หุ้น แต่ตัวเลขดังกล่าวต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 1.02 ดอลลาร์/หุ้น ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 1 ปีที่กำไรของเทสลาออกมาต่ำกว่าการคาดการณ์

สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐที่มีการเปิดเผยเมื่อคืนนี้ กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยตัวเลขประมาณการครั้งที่ 1 สำหรับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ประจำไตรมาส 4/2563 โดยระบุว่า เศรษฐกิจสหรัฐขยายตัว 4.0% เมื่อเทียบรายไตรมาส และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 4.3%

ขณะเดียวกันกระทรวงพาณิชย์สหรัฐรายงานว่า ยอดขายบ้านใหม่เพิ่มขึ้น 1.6% สู่ระดับ 842,000 ยูนิตในเดือนธ.ค. ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 865,000 ยูนิต

ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจด้านอื่นๆของสหรัฐที่มีกำหนดเปิดเผยในวันนี้ได้แก่ ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) เดือนธ.ค., ยอดทำสัญญาขายบ้านที่รอปิดการขาย (pending home sales) เดือนธ.ค. และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนม.ค.จากมหาวิทยาลัยมิชิแกน ufa

ดาวโจนส์ปิดร่วง 633.87 จุด ผิดหวังผลประชุมเฟด-หุ้นโบอิ้งฉุดตลาด

ดาวโจนส์ปิดร่วง 633.87 จุด ผิดหวังผลประชุมเฟด-หุ้นโบอิ้งฉุดตลาด

หุ้นนิวยอร์ก : ดาวโจนส์ปิดร่วง 633.87 จุด ผิดหวังผลประชุมเฟด-หุ้นโบอิ้งฉุดตลาด

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดร่วงลงกว่า 600 จุดเมื่อคืนนี้ (27 ม.ค.) ทำสถิติดิ่งลงในวันเดียวที่รุนแรงที่สุดในรอบ 3 เดือน เนื่องจากนักลงทุนผิดหวังที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ไม่ได้ประกาศมาตรการใหม่ๆในการกระตุ้นเศรษฐกิจ แม้เฟดมีความกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจซึ่งได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ก็ตาม นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับแรงกดดันจากการร่วงลงของหุ้นโบอิ้ง ซึ่งเป็น 1 ใน 30 หลักทรัพย์ที่ใช้คำนวณดัชนีดาวโจนส์

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 30,303.17 จุด ร่วงลง 633.87 จุด หรือ -2.05% ขณะที่ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 3,750.77 จุด ลดลง 98.85 จุด หรือ -2.57% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 13,270.60 จุด ร่วงลง 355.47 จุด หรือ -2.61%

คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นที่ระดับ 0.00-0.25% ในการประชุมเมื่อวานนี้ พร้อมระบุว่าจะยังคงซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) วงเงินรวม 1.2 แสนล้านดอลลาร์/เดือน โดยเฟดจะซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐวงเงิน 8 หมื่นล้านดอลลาร์/เดือน และซื้อตราสารหนี้ที่มีสินเชื่อที่อยู่อาศัยเป็นหลักประกันการจำนอง (MBS) ในวงเงิน 4 หมื่นล้านดอลลาร์/เดือน

นักลงทุนผิดหวังที่เฟดไม่ได้ประกาศมาตรการใหม่ๆในการกระตุ้นเศรษฐกิจ และไม่มีการเปลี่ยนแปลงวงเงินในโครงการเข้าซื้อพันธบัตร แม้ว่าเฟดได้แสดงความกังวลว่า การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 กำลังส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั่วสหรัฐและทั่วโลก อีกทั้งทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจและการจ้างงานชะลอตัวลงในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา โดยเฟดยังระบุด้วยว่า แนวโน้มเศรษฐกิจจะขึ้นอยู่กับสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 และพัฒนาการของวัคซีนต้านโควิด-19

หุ้นทั้ง 11 กลุ่มที่คำนวณในดัชนี S&P500 ปิดในแดนลบทั้งหมด โดยดัชนีหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและการสื่อสารดิ่งลงหนักสุดถึง 3.82% โดยหุ้นเน็ตฟลิกซ์ ร่วงลง 6.88% หุ้นอัลฟาเบท ดิ่งลง 4.67% หุ้นเฟซบุ๊ก ร่วงลง 3.51% หุ้นทวิตเตอร์ ร่วงลง 2.98% หุ้นแอมะซอนดอทคอม ร่วงลง 2.81%

หุ้นโบอิ้ง ร่วงลง 3.97% ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ฉุดตลาดหุ้นนิวยอร์กดิ่งลงเมื่อคืนนี้ หลังจากบริษัทเปิดเผยตัวเลขขาดทุนติดต่อกัน 5 ไตรมาส จากผลกระทบของการชะลอการผลิตเครื่องบิน ท่ามกลางการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 รวมทั้งการที่เครื่องบินรุ่น 737 MAX ถูกสั่งห้ามบิน หลังจากที่เครื่องบิน 2 ลำของรุ่นดังกล่าวได้ประสบอุบัติเหตุในปี 2561 จนทำให้มีผู้เสียชีวิตรวม 346 คน

ทั้งนี้ โบอิ้งเปิดเผยตัวเลขขาดทุน 15.25 ดอลลาร์/หุ้นในไตรมาส 4/2563 สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 1.80 ดอลลาร์/หุ้น ขณะเดียวกัน บริษัทเปิดเผยตัวเลขขาดทุนสุทธิ 1.19 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2563 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์

หุ้นไมโครซอฟท์ บวก 0.25% หลังบริษัทเปิดเผยผลประกอบการในไตรมาส 2/2564 ตามปีงบการเงินของบริษัทโดยระบุว่า กำไรต่อหุ้นในไตรมาสดังกล่าวอยู่ที่ 2.03 ดอลลาร์ ซึ่งสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะอยู่ที่ 1.64 ดอลลาร์ โดยผลประกอบการของไมโครซอฟท์ได้รับปัจจัยหนุนจากการขยายตัวของ Azure ซึ่งเป็นธุรกิจให้บริการด้านคลาวด์ คอมพิวติ้ง

สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐที่มีการเปิดเผยล่าสุดเมื่อคืนนี้ กระทรวงพาณิชย์สหรัฐรายงานว่า ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนพื้นฐาน ซึ่งเป็นคำสั่งซื้อสินค้าทุนที่ไม่รวมเครื่องบิน และสินค้าด้านอาวุธ โดยเป็นสิ่งบ่งชี้แผนการใช้จ่ายของภาคธุรกิจ เพิ่มขึ้น 0.6% ในเดือนธ.ค. สอดคล้องกับตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ โดยยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนพื้นฐานปรับตัวขึ้นเป็นเดือนที่ 8 ติดต่อกันในเดือนธ.ค.

ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจด้านอื่นๆของสหรัฐที่มีกำหนดเปิดเผยในสัปดาห์นี้ได้แก่ จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์, ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 4/2563 (ประมาณการเบื้องต้น), ยอดขายบ้านใหม่เดือนธ.ค., ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) เดือนธ.ค., ยอดทำสัญญาขายบ้านที่รอปิดการขาย (pending home sales) เดือนธ.ค. และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนม.ค.จากมหาวิทยาลัยมิชิแกน ufa

ตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (อังกฤษ: New York Stock Exchange) (อักษรย่อ: NYSE) เป็นตลาดหลักทรัพย์แห่งแรกในนครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา อาคารของตลาดหลักทรัพย์ตั้งอยู่มุมถนนวอลล์สตรีท (Wall Street) จึงมักเรียกกันว่าตลาดหุ้นวอลล์สตรีท อักษรย่อของตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก คือ NYSE

ดาวโจนส์ปิดลบ 36.98 จุด กังวลแผนกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐล่าช้า

ดาวโจนส์ปิดลบ 36.98 จุด กังวลแผนกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐล่าช้า

หุ้นนิวยอร์ก : ดาวโจนส์ปิดลบ 36.98 จุด กังวลแผนกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐล่าช้า

หุ้นนิวยอร์ก

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบเมื่อคืนนี้ (25 ม.ค.) เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับความล่าช้าในการออกมาตรกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐ ขณะที่นักลงทุนจับตาผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน และการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในสัปดาห์นี้

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 30,960.00 จุด ลดลง 36.98 จุด หรือ -0.12% ขณะที่ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 3,855.36 จุด เพิ่มขึ้น 13.89 จุด หรือ +0.36% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 13,635.99 จุด เพิ่มขึ้น 92.93 จุด หรือ +0.69%

นักลงทุนกังวลว่า ประธานาธิบดีโจ ไบเดนอาจจะต้องปรับลดวงเงินในมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อให้สามารถผ่านการอนุมัติจากสภาคองเกรส หลังจากสมาชิกสภาคองเกรสหลายรายทั้งจากพรรครีพับลิกันและเดโมแครตต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์ และตั้งข้อสงสัยถึงความจำเป็นของการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงิน 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ของปธน.ไบเดน

นอกจากนี้ นักลงทุนยังมีความกังวลเกี่ยวกับความล่าช้าในการฉีดวัคซีนโควิด-19 ในสหรัฐ และการที่หุ้นเริ่มมีราคาแพง หลังจากพุ่งขึ้นขานรับการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐของนายโจ ไบเดนก่อนหน้านี้ โดยขณะนี้ค่า Forward P/E Ratio ของดัชนี S&P 500 อยู่ใกล้ระดับสูงสุดในช่วงเกิดฟองสบู่ดอทคอมในปี 2543

หุ้น 7 ใน 11 กลุ่มที่คำนวณในดัชนี S&P500 ปิดในแดนบวกเมื่อคืนนี้ นำโดยหุ้นกลุ่มสาธารณูปโภคดีดตัวขึ้น 1.95% โดยหุ้นเฟิร์สท์เอนเนอร์จี พุ่งขึ้น 1.89% หุ้นคอนโซลิเดทเต็ด เอดิสัน อิงค์ พุ่งขึ้น 2.63% หุ้นดุ๊ค เอนเนอร์จี พุ่งขึ้น 2.90%

ดัชนีหุ้นกลุ่มพลังงานปรับตัวลง 1.06% โดยหุ้นเอ็กซอน โมบิล ร่วงลง 1.1% หุ้นเชฟรอน ลดลง 0.9% หุ้นโคโนโคฟิลลิปส์ ลดลง 0.37%

หุ้นคิมเบอร์ลี่ย์ คล๊าค ผู้จำหน่ายสินค้าเพื่อผู้บริโภครายใหญ่ของสหรัฐ พุ่งขึ้น 3.25% หลังจากบริษัทเปิดเผยผลประกอบการที่ดีเกินคาดในไตรมาส 4 รวมทั้งประกาศเพิ่มการจ่ายเงินปันผล และประกาศโครงการซื้อหุ้นคืนจำนวน 1 พันหุ้น

หุ้นเกมสต็อป (GameStop) ซึ่งเป็นธุรกิจค้าปลีกเกม ทะยานขึ้น 18.12% เนื่องจากนักลงทุนเข้าซื้อเพื่อชดเชยการทำชอร์ตเซล

นักลงทุนจับตาบริษัทขนาดใหญ่หลายแห่งที่จะรายงานผลประกอบการในสัปดาห์นี้ ซึ่งได้แก่ แอปเปิล, ไมโครซอฟท์, โบอิ้ง, เน็ตฟลิกซ์ และเทสลา ขณะที่ข้อมูลระบุว่า ในบรรดาบริษัทในดัชนี S&P 500 ที่มีการรายงานผลประกอบการในไตรมาส 4/63 แล้วนั้น มีจำนวน 73% ที่รายงานตัวเลขรายได้และกำไรสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้

นอกจากนี้ นักลงทุนยังจับตาการประชุมนโยบายการเงินของเฟดในวันที่ 26-27 ม.ค. โดยนักวิเคราะห์คาดว่าเฟดจะยังคงตรึงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 0.00-0.25% ขณะที่ตลาดจับตาดูว่าเฟดจะยังคงซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ในวงเงิน 1.2 แสนล้านดอลลาร์/เดือนหรือไม่ ท่ามกลางการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในสหรัฐ

สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐที่มีกำหนดเปิดเผยในสัปดาห์นี้ได้แก่ ดัชนีราคาบ้านเดือนพ.ย.จากเอสแอนด์พี/เคส-ชิลเลอร์, ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนม.ค.จาก Conference Board, ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนเดือนธ.ค., จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์, ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 4/2563 (ประมาณการเบื้องต้น), ยอดขายบ้านใหม่เดือนธ.ค., ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) เดือนธ.ค., ยอดทำสัญญาขายบ้านที่รอปิดการขาย (pending home sales) เดือนธ.ค. และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนม.ค.จากมหาวิทยาลัยมิชิแกน ufa

ตลาดหุ้นในอเมริกา มีอะไรบ้าง?

ความจริงต้องเขียนว่า “ตลาดทางการเงิน” โดยในหัวข้อที่แล้ว เราพอทราบคร่าวๆ แล้วว่า บริษัทระดับโลกส่วนใหญ่ก็จดทะเบียนในตลาดหุ้นอเมริกา โดยมี 2 ตลาดหุ้นหลักๆ ได้แก่ New York Stock Exchange กับ Nasdaq Stock Exchange อย่างไรก็ตาม ตลาดที่ใช้แลกเปลี่ยนซื้อขายตราสารทางการเงิน (Securities Market) ไม่ได้มีแค่ “ตลาดหุ้น”

ตลาดทางการเงินหลัก 3 แห่ง ได้แก่

  • New York Stock Exchange (NYSE) : ตลาดหุ้นนิวยอร์ก
  • National Association of Securities Dealers Automated Quotation System (Nasdaq)
  • American Stock Exchange (AMEX) : จะเป็นตลาดสำหรับซื้อขายกองทุน ETF โดยเฉพาะ
ดาวโจนส์ปิดลบ 177.26 จุด ยอดค้าปลีกลด-หุ้นแบงก์ร่วงถ่วงตลาดลง

ดาวโจนส์ปิดลบ 177.26 จุด ยอดค้าปลีกลด-หุ้นแบงก์ร่วงถ่วงตลาดลง

หุ้นนิวยอร์ก : ดาวโจนส์ปิดลบ 177.26 จุด ยอดค้าปลีกลด-หุ้นแบงก์ร่วงถ่วงตลาดลง

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบเมื่อคืนนี้ (15 ม.ค.) โดยถูกกดดันจากการร่วงลงของหุ้นกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ของสหรัฐหลังจากเปิดเผยรายงานผลประกอบการ และบรรดานักลงทุนวิตกว่า แผนการกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงิน 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ของนายโจ ไบเดน อาจจะส่งผลให้มีการปรับขึ้นภาษีนิติบุคคลตามมา ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 30,814.26 จุด ลดลง 177.26 จุดหรือ -0.57%, ดัชนี S&P500 ปิดที่ 3,768.25 จุด ลดลง 27.29 จุด หรือ -0.72% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 12,998.50 จุด ลดลง 114.14 จุด หรือ -0.87%

ในรอบสัปดาห์นี้ ดัชนีดาวโจนส์ลดลง 0.9% ขณะที่ดัชนี S&P500 และ Nasdaq ลดลง 1.5%

หุ้นเจพีมอร์แกน, หุ้นซิตี้กรุ๊ป และหุ้นเวลส์ ฟาร์โก ปรับตัวลง แม้เปิดเผยผลกำไรไตรมาส 4/2563 ดีกว่าคาดก็ตาม

หุ้นกลุ่มธนาคารในดัชนี S&P500 ร่วงลง 3.3% โดยหุ้นเจพีมอร์แกนร่วง 2.2% หลังปรับตัวขึ้นติดต่อกัน 7 วันซึ่งหนุนราคาหุ้นพุ่งขึ้นรวม 12%

ตลาดถูกกดดันจากรายงานของวอชิงตันโพสต์ที่ระบุว่า วัคซีนต้านโรคโควิด-19 ได้หมดลงแล้ว ขณะที่รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ยืนยันที่จะแจกจ่ายวัคซีนในสัปดาห์นี้ ซึ่งทำลายความหวังเกี่ยวกับการเข้าถึงวัคซีนเพิ่มขึ้น

บรรดานักลงทุนกังวลว่า แผนการของนายโจ ไบเดน ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐในการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงินถึง 1.9 ล้านล้านดอลลาร์นั้น อาจจะทำให้รัฐบาลสหรัฐต้องปรับขึ้นภาษีนิติบุคคลตามมาเพื่อหาเงินสำหรับการใช้จ่ายดังกล่าว

นอกจากนี้ ตลาดยังถูกกดดันจากการเปิดเผยข้อมูลที่บ่งชี้ว่า ยอดค้าปลีกของสหรัฐลดลงในเดือนธ.ค. ซึ่งเป็นสัญญาณล่าสุดที่บ่งชี้ว่า เศรษฐกิจสหรัฐได้ชะลอตัวลงในช่วงสิ้นปี 2563

หุ้น 9 ใน 11 กลุ่มของดัชนี S&P500 อาทิ กลุ่มพลังงาน, กลุ่มการเงิน และกลุ่มอุตสาหกรรม ปรับตัวลงมากที่สุด ขณะที่หุ้นกลุ่มปลอดภัย อาทิ กลุ่มอสังหาริมทรัพย์และกลุ่มสาธารณูปโภค ปรับตัวขี้น

หุ้นเอ็กซอน โมบิล คอร์ป ร่วงลง 3.6% หลังมีรายงานว่า คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐได้ดำเนินการสอบสวนเอ็กซอน หลังจากมีการร้องเรียนว่า บริษัทประเมินมูลค่าสินทรัพย์ในแหล่งน้ำมัน Shale oil ในเพอร์เมียนสูงเกินไป

หุ้นสปอติฟาย เทคโนโลยี ร่วงลงราว 5% หลังซิตี้กรุ๊ปปรับลดคำแนะนำลงทุนเป็น “ขาย” แต่หุ้นฮิวเลตต์ แพคการ์ด เพิ่มขึ้น 1% หลังเจพีมอร์แกนปรับเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้นตัวนี้

สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐที่มีการเปิดเผยเมื่อคืนนี้ กระทรวงพาณิชย์สหรัฐรายงานว่า ยอดค้าปลีกลดลง 0.7% ในเดือนธ.ค. ซึ่งเป็นการปรับตัวลงเป็นเดือนที่ 3 หลังจากลดลง 1.4% ในเดือนพ.ย. ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ว่า ยอดค้าปลีกจะทรงตัวในเดือนธ.ค. โดยการร่วงลงของยอดค้าปลีกได้รับผลกระทบจากมาตรการล็อกดาวน์เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และการที่ภาคครัวเรือนมีรายได้ลดลง เนื่องจากชาวอเมริกันจำนวนมากประสบภาวะตกงาน

ส่วนยอดค้าปลีกพื้นฐาน ซึ่งไม่รวมยอดขายรถยนต์ น้ำมัน วัสดุก่อสร้าง และอาหาร ดิ่งลง 1.9% ในเดือนธ.ค. หลังจากลดลง 1.1% ในเดือนพ.ย. ufa

ดาวโจนส์ปิดบวก 56.84 จุด ขานรับไบเดนเล็งกระตุ้นศก.หลายล้านล้านดอลล์

ดาวโจนส์ปิดบวก 56.84 จุด ขานรับไบเดนเล็งกระตุ้นศก.หลายล้านล้านดอลล์

หุ้นนิวยอร์ก : ดาวโจนส์ปิดบวก 56.84 จุด ขานรับไบเดนเล็งกระตุ้นศก.หลายล้านล้านดอลล์

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดปรับตัวขึ้นเมื่อวันศุกร์ (8 ม.ค.) เนื่องจากนักลงทุนขานรับความหวังเกี่ยวกับการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐเพิ่มเติม หลังจากนายโจ ไบเดน ว่าที่ประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐเปิดเผยว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของเขาจะมีมูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งตลาดได้ดีดตัวขึ้นขานรับความเห็นดังกล่าว หลังจากที่ปรับตัวลงในช่วงแรกจากการเปิดเผยตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรที่ลดลงสวนทางคาดการณ์

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 31,097.97 จุด เพิ่มขึ้น 56.84 จุดหรือ +0.18%, ดัชนี S&P500 ปิดที่ 3,824.68 จุด เพิ่มขึ้น 20.89 จุดหรือ +0.55% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 13,201.98 จุด เพิ่มขึ้น 134.50 จุดหรือ +1.03%

ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ดัชนีดาวโจนส์ เพิ่มขึ้น 1.61%, ดัชนี S&P500 เพิ่มขึ้น 1.83% และดัชนี Nasdaq เพิ่มขึ้น 2.43% โดยดัชนีดาวโจนส์และดัชนี Nasdaq ปรับตัวขึ้นเป็นสัปดาห์ที่ 4 ติดต่อกันแล้ว

ตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวขึ้น โดยได้แรงหนุนจากข้อมูลเชิงบวกเกี่ยวกับวัคซีนต้านโรคโควิด-19 และจากการคาดการณ์ที่ว่าสหรัฐจะออกมาตรการกระตุ้นด้านการคลังและการใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มขึ้นภายใต้การบริหารของรัฐบาลชุดใหม่ของนายโจ ไบเดน ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐ ซึ่งปัจจัยบวกดังกล่าวได้ช่วยหนุนดัชนี S&P500 พุ่งทะลุระดับ 3,800 จุดได้เป็นครั้งแรก ufa