Browsed by
หมวดหมู่: หุ้น

ดาวโจนส์ปิดบวก 64.35 จุด ได้แรงหนุนจากการพุ่งขึ้นของหุ้นพลังงาน-กลุ่มธนาคาร

ดาวโจนส์ปิดบวก 64.35 จุด ได้แรงหนุนจากการพุ่งขึ้นของหุ้นพลังงาน-กลุ่มธนาคาร

หุ้นนิวยอร์ก : ดาวโจนส์ปิดบวก 64.35 จุด ได้แรงหนุนจากการพุ่งขึ้นของหุ้นกลุ่มพลังงานและกลุ่มธนาคาร

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกเมื่อคืนนี้ (16 ก.พ.) โดยได้แรงหนุนจากการพุ่งขึ้นของหุ้นกลุ่มพลังงานและกลุ่มธนาคาร รวมทั้งความหวังที่ว่า สภาคองเกรสสหรัฐจะอนุมัติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงิน 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ที่นำเสนอโดยประธานาธิบดีโจ ไบเดน อย่างไรก็ดี ดัชนี Nasdaq ปิดในแดนลบเนื่องจากคำสั่งขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 31,522.75 จุด เพิ่มขึ้น 64.35 จุด หรือ +0.20%, ดัชนี S&P500 ปิดที่ 3,932.59 จุด ลดลง 2.24 จุด หรือ -0.06% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 14,047.50 จุด ลดลง 47.97 จุด หรือ -0.34%

ดัชนีดาวโจนส์ปิดในแดนบวกติดต่อกันสองวันทำการ เนื่องจากนักลงทุนมีความหวังว่า สภาคองเกรสสหรัฐจะเร่งอนุมัติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงิน 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ เพื่อเยียวยาประชาชนและภาคเอกชนที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 โดยขณะนี้ปธน.ไบเดนกำลังผลักดันให้สภาคองเกรสอนุมัติมาตรการดังกล่าวเพื่อที่จะมอบเช็คเงินสด 1,400 ดอลลาร์แก่ชาวอเมริกัน และเพิ่มเงินชดเชยให้แก่ประชาชนที่ตกงาน

หุ้น 8 ใน 11 กลุ่มที่คำนวณในดัชนี S&P500 ปรับตัวขึ้น นำโดยดัชนีหุ้นกลุ่มพลังงานพุ่งขึ้นแข็งแกร่งถึง 2.26% โดยหุ้นเอ็กซอน โมบิล พุ่งขึ้น 3.01% หุ้นเชฟรอน พุ่งขึ้น 2.05% หุ้นโคโนโคฟิลลิปส์ ทะยานขึ้น 3.58% หุ้นอ็อคซิเดนเชียล ปิโตรเลียม พุ่งขึ้น 4.21%

ทั้งนี้ กลุ่มพลังงานพุ่งขึ้นหลังจากราคาน้ำมันดิบ WTI ทะยานขึ้นเหนือระดับ 60 ดอลลาร์/บาร์เรลเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 1 ปี เนื่องจากสภาพอากาศที่หนาวเย็นจัดจนถึงขั้นติดลบได้ส่งผลให้โรงกลั่นหลายแห่งในรัฐเท็กซัสต้องปิดการดำเนินงานชั่วคราว นอกจากนี้ หุ้นกลุ่มพลังงานยังได้ปัจจัยหนุนจากการที่นักลงทุนคาดว่า อุตสาหกรรมพลังงานจะได้ประโยชน์เมื่อสหรัฐเริ่มกลับมาเปิดเศรษฐกิจอย่างเต็มรูปแบบ

อย่างไรก็ดี หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีร่วงลงและเป็นปัจจัยฉุดดัชนี Nasdaq ปิดในแดนลบ โดยหุ้นแอปเปิล ร่วงลง 1.61% หุ้นแอมะซอนดอทคอม ลบ 0.27% หุ้นไมโครซอฟท์ ลดลง 0.53% หุ้นไมครอน เทคโนโลยี ปรับตัวลง 0.3%

นักลงทุนจับตาการรายงานผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในสัปดาห์นี้ โดยเฉพาะบริษัทที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจโรงแรมและการท่องเที่ยว ซึ่งรวมถึงบริษัทฮิลตัน เวิลด์ไวด์ โฮลดิ้งส์, ไฮแอท โฮเทล คอร์ป, แมริออท อินเตอร์เนชันแนล และ TripAdvisor

นอกจากนี้ นักลงทุนยังจับตารายงานการประชุมเดือนม.ค.ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งมีกำหนดเปิดเผยในวันนี้ตามเวลาสหรัฐ เพื่อจับตาทิศทางอัตราดอกเบี้ยของเฟด หลังจากที่นายเจอโรม พาวเวล ประธานเฟดได้ส่งสัญญาณเมื่อเร็วๆนี้ว่า เฟดจะตรึงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับต่ำต่อไปเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการจ้างงาน

ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจด้านอื่นๆของสหรัฐที่มีกำหนดเปิดเผยในสัปดาห์นี้ได้แก่ ยอดค้าปลีกเดือนม.ค., ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือนม.ค., การผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนม.ค., สต็อกสินค้าคงคลังภาคธุรกิจเดือนธ.ค., ดัชนีตลาดที่อยู่อาศัยเดือนก.พ.จากสมาคมผู้สร้างบ้านแห่งชาติ (NAHB), จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์, ตัวเลขการเริ่มสร้างบ้านและการอนุญาตก่อสร้างเดือนม.ค., ดัชนีการผลิตเดือนก.พ.จากเฟดฟิลาเดลเฟีย, ราคานำเข้าและราคาส่งออกเดือนม.ค., ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตขั้นต้นเดือนก.พ.จากมาร์กิต, ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคบริการขั้นต้นเดือนก.พ.จากมาร์กิต และยอดขายบ้านมือสองเดือนม.ค. ufabet

สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐที่มีการเปิดเผยล่าสุดเมื่อคืนนี้ ผลสำรวจของเอสแอนด์พี คอร์โลจิก เคส ชิลเลอร์ ระบุว่า ดัชนีราคาบ้านทั่วประเทศในสหรัฐพุ่งขึ้น 9.5% ในเดือนพ.ย. เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีที่แล้ว ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นมากที่สุดในรอบกว่า 6 ปี

ทางด้านผลสำรวจของ Conference Board ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยเศรษฐกิจ ระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 89.3 ในเดือนม.ค. จากระดับ 87.1 ในเดือนธ.ค. และสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 89.0 โดยดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐเป็นการสำรวจมุมมองของผู้บริโภค และความเชื่อมั่นต่อสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน และในช่วง 6 เดือนข้างหน้า, สถานะการเงินส่วนบุคคล และการจ้างงาน

ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจด้านอื่นๆของสหรัฐที่มีกำหนดเปิดเผยในสัปดาห์นี้ได้แก่ ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนเดือนธ.ค., จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์, ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 4/2563 (ประมาณการเบื้องต้น), ยอดขายบ้านใหม่เดือนธ.ค., ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) เดือนธ.ค., ยอดทำสัญญาขายบ้านที่รอปิดการขาย (pending home sales) เดือนธ.ค. และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนม.ค.จากมหาวิทยาลัยมิชิแกน

บลจ.กสิกรไทย ส่ง Term Fund Plus ขายต่อเนื่อง ชวนผู้ลงทุนสร้างโอกาสรับผลกำไร

บลจ.กสิกรไทย ส่ง Term Fund Plus ขายต่อเนื่อง ชวนผู้ลงทุนสร้างโอกาสรับผลกำไร

บลจ.กสิกรไทย ส่ง Term Fund Plus ขายต่อเนื่อง ชวนผู้ลงทุนสร้างโอกาสรับผลกำไรไฟต์ดอกเบี้ยต่ำ

บลจ.กสิกรไทย เสนอขาย Term Fund Plus กองใหม่ชื่อว่า กองทุนเปิดเค ตราสารหนี้ต่างประเทศ 2022D (KFF22D) ชวนผู้ลงทุนสร้างโอกาสรับผลตอบแทนตามที่คาดหวัง ในระยะเวลาที่กำหนดเพียง 1 ปี เริ่มต้นลงทุนที่ 500 บาท เปิดเสนอขายครั้งแรกระหว่างวันที่ 16-22 ก.พ.นี้

นายนาวิน อินทรสมบัติ Chief Investment Officer (รองกรรมการผู้จัดการ สายงานจัดการลงทุนต่างประเทศ) บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กสิกรไทย จำกัด (บลจ.กสิกรไทย) เปิดเผยว่า ภาพรวมเศรษฐกิจโลกเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัว หลังจากที่วัคซีนได้ถูกใช้ในหลายประเทศมากขึ้น แต่ผู้ลงทุนส่วนใหญ่ยังมีความกังวลต่อสถานการณ์ COVID-19 ที่ยังไม่คลี่คลาย ในขณะเดียวกันก็ยังคงมองหาผลตอบแทนจากการลงทุน (Search for yield) ในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ ดังนั้น กองทุน Term Fund Plusจึงเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์แก่ผู้ลงทุนที่ต้องการสร้างโอกาสรับผลตอบแทนตามที่คาดหวัง โดยในช่วงที่ผ่านมากองทุนได้รับความสนใจและการตอบรับที่ดีจากผู้ลงทุน ทำให้สามารถปิดการขายได้อย่างรวดเร็ว และระดมทุนได้สูงถึง 58,251 ล้านบาท (ข้อมูล ณ ก.พ. 64 ) ทั้งนี้ บลจ.กสิกรไทย จัดตั้ง Term Fund Plus กองใหม่ชื่อว่า กองทุนเปิดเค ตราสารหนี้ต่างประเทศ 2022D (KFF22D) โดยมีกำหนดเปิดเสนอขายครั้งแรก (IPO) ในระหว่างวันที่ 16-22 กุมภาพันธ์ 2564

นายนาวินกล่าวต่อไปว่า กองทุน KFF22D เน้นลงทุนในตราสารหนี้คุณภาพดีทั่วโลก โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย ผ่านกองทุนต่างประเทศ Invesco Asian Bond Fixed Maturity Fund 2022 – V, Class C(USD)-Acc ในสัดส่วนประมาณ 60% ของพอร์ต ซึ่งบริหารจัดการโดย Invesco บลจ.ชั้นนำระดับโลกที่มีประสบการณ์สูงในการบริหารตราสารหนี้ สำหรับส่วนที่เหลือประมาณ 40% บลจ.กสิกรไทย จะกระจายลงทุนในเงินฝากต่างประเทศ ได้แก่ เงินฝาก PT Bank Rakyat Indonesia (ประเทศอินโดนีเซีย), เงินฝาก Qatar National Bank (ประเทศกาตาร์) และเงินฝาก Bank of China (สาธารณรัฐประชาชนจีน) เพื่อลดความผันผวนให้กับพอร์ตการลงทุน อย่างไรก็ดี กองทุนดังกล่าวเหมาะสำหรับผู้ลงทุนที่มองเห็นโอกาสจากการกระจายลงทุนในเงินฝากและตราสารหนี้ต่างประเทศ โดยสามารถถือครองหน่วยลงทุนได้เป็นระยะเวลา 1 ปี

นายนาวินกล่าวเพิ่มเติมว่า บลจ.กสิกรไทย ขอสงวนสิทธิ์เฉพาะในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2564 ให้เปิดเสนอขายตั้งแต่เวลา 11.00 น.เป็นต้นไป สำหรับผู้ลงทุนที่สนใจสามารถเริ่มต้นลงทุนได้เพียง 500 บาท ผ่านแอปพลิเคชัน K PLUS และ K-My Funds หรือธนาคารกสิกรไทยทุกสาขาทั่วประเทศ อย่างไรก็ดี เมื่อกองทุนครบกำหนดอายุโครงการ บริษัทจัดการจะนำเงินค่าขายคืนอัตโนมัติไปซื้อหน่วยลงทุนของกองทุนใดกองทุนหนึ่งของ บลจ.กสิกรไทย ตามที่กำหนดไว้ ได้แก่ กองทุนเปิดเค ตลาดเงิน (K-MONEY), กองทุนเปิดเค ตราสารรัฐระยะสั้น (K-TREASURY) หรือกองทุนเปิดเค ตราสารหนี้ระยะสั้น (K-SF) เพื่อโอกาสรับผลตอบแทนอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ผู้ลงทุนสามารถติดต่อขอรับหนังสือชี้ชวนได้ตามช่องทางการลงทุนข้างต้น หรือ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ KAsset Contact Center 0 2673 3888

ผู้ลงทุนโปรดทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน – หากไม่สามารถลงทุนให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้เนื่องจากสภาวะตลาดมีการเปลี่ยนแปลงไป ผู้ลงทุนอาจไม่ได้รับผลตอบแทนตามที่ประเมินไว้ – กองทุนป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน – เนื่องจากกองทุนไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนเต็มจำนวน ผู้ลงทุนอาจขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนหรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้ – ผู้ลงทุนไม่สามารถขายคืนหน่วยลงทุนของกองทุน KFF22D ในช่วงเวลา 1 ปี ดังนั้น หากมีปัจจัยลบที่ส่งผลกระทบต่อการลงทุนดังกล่าว ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมากได้ ufabet

การซื้อ – ขายคืนกองทุน​

การซื้อหน่วยลงทุน

IPO : 16 – 22 กุมภาพันธ์ 2564
ตั้งแต่เวลา 8.30 – 15.30 น.​
(ยกเว้นวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2564​ เปิดเสนอขายตั้งแต่เวลา 11.00 น.​)​
การขายคืนหน่วยลงทุน
บริษัทจัดการจะรับซื้อคืนหน่วยลงทุนเมื่อครบอายุกองทุน โดยจะประกาศวันทำการรับซื้อคืนหน่วยลงทุนโดยอัตโนมัติให้ทราบภายใน 15 วันทำการ​

บริษัทจัดการจะนำเงินค่ารับซื้อคืนหน่วยลงทุนโดยอัตโนมัติของกองทุนไปซื้อหน่วยลงทุนของกองทุนปลายทางตามที่ระบุไว้ในสมุดบัญชีแสดงสิทธิในหน่วยลงทุน โดยจำนวนหน่วยลงทุนของกองทุนปลายทางที่ผู้ถือหน่วยลงทุนจะได้รับคำนวณโดยใช้ราคาขายหน่วยลงทุนของกองทุนปลายทาง ณ วันทำการรับซื้อคืนหน่วยลงทุนโดยอัตโนมัติของกองทุนนี้
ดาวโจนส์ปิดบวก 27.70 จุด ขานรับความหวังเศรษฐกิจฟื้นตัว

ดาวโจนส์ปิดบวก 27.70 จุด ขานรับความหวังเศรษฐกิจฟื้นตัว

หุ้นนิวยอร์ก : ดาวโจนส์ปิดบวก 27.70 จุด ขานรับความหวังเศรษฐกิจฟื้นตัว

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกเมื่อวันศุกร์ (12 ก.พ.) เนื่องจากนักลงทุนมีความหวังว่า รัฐบาลสหรัฐจะออกมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติมเพื่อกระตุ้นให้เศรษฐกิจฟื้นตัวเร็วขึ้น นอกจากนี้ ตลาดยังได้แรงหนุนจากรายงานที่บ่งชี้ว่า จำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่ในสหรัฐเริ่มลดลง และมีการฉีดวัคซีนป้องกันโรคเพิ่มมากขึ้น

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 31,458.40 จุด เพิ่มขึ้น 27.70 จุด หรือ +0.1%, ดัชนี S&P500 ปิดที่ 3,934.83 จุด เพิ่มขึ้น 18.45 จุด หรือ +0.47% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 14,095.47 จุด เพิ่มขึ้น 69.70 จุด หรือ +0.50%

ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ดัชนีดาวโจนส์ เพิ่มขึ้น 1%, ดัชนี S&P500 เพิ่มขึ้น 1.2% และดัชนี Nasdaq เพิ่มขึ้น 1.7%

ตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวขึ้น โดยได้แรงหนุนจากความเชื่อมั่นว่าสภาคองเกรสสหรัฐจะออกมาตรการกระตุ้นด้านการคลังครั้งใหม่เพื่อช่วยให้เศรษฐกิจฟื้นตัว นอกจากนี้ ตลาดยังได้แรงหนุนจากการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ที่เพิ่มขึ้นในสหรัฐ และการเปิดเผยรายงานผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนของสหรัฐที่ดีเกินคาด

บรรดานักลงทุนมีความหวังว่า สภาคองเกรสจะอนุมัติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงินใกล้เคียงกับที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดน เสนอที่ 1.9 ล้านล้านดอลลาร์

นอกจากนี้ ตลาดยังขานรับแนวโน้มที่การฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ในสหรัฐอาจจะสูงเกินเป้าหมายของปธน.ไบเดนซึ่งเขาต้องการฉีดวัคซีนโควิดให้กับประชาชน 100 ล้านโดสภายใน 100 วันแรกที่เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี โดยมีการฉีดวัคซีนไปมากกว่า 26 ล้านโดสแล้วในช่วง 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC) ของสหรัฐเปิดเผยว่า ชาวอเมริกันราว 34.7 ล้านคนจาก 331 ล้านคนได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 โดสแรกแล้ว

หุ้นกลุ่มพลังงาน, การเงิน และวัสดุ ปรับตัวขึ้น เนื่องจากนักลงทุนเข้าซื้อเพราะมีความหวังว่า หุ้นกลุ่มเหล่านี้จะได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ หุ้นกลุ่มพลังงานยังได้แรงหนุนจากราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 12 เดือน และหุ้นกลุ่มการเงินปรับตัวขึ้นด้วย โดยได้แรงหนุนจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐระยะยาวที่ดีดตัวขึ้น

ทั้งนี้ ตลาดไม่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐที่ลดลงเกินคาดสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 6 เดือน โดยผลสำรวจของมหาวิทยาลัยมิชิแกนระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐปรับตัวลงสู่ระดับ 76.2 ในช่วงครึ่งแรกของเดือนก.พ. จากระดับ 79 ในเดือนม.ค. ซึ่งตัวเลขดังกล่าวสวนทางกับการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่คาดไว้ว่า ดัชนีดังกล่าวจะขยับขึ้นเล็กน้อยแตะ 80.8

ส่วนการซื้อขายในตลาดหุ้นสหรัฐเป็นไปอย่างซบเซาในวันศุกร์ เนื่องจากนักลงทุนชะลอการซื้อขายก่อนวันหยุดยาว โดยตลาดหุ้นสหรัฐจะปิดทำการในวันจันทร์ที่จะถึงนี้ (15 ก.พ.) เนื่องในวันประธานาธิบดี ufabet

หุ้นจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน (J&J) พุ่งขึ้น 2.73% หลังจากบริษัทเปิดเผยกำไรในไตรมาส 4/2563 ที่ระดับ 1.86 ดอลลาร์/หุ้น สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 1.82 ดอลลาร์/หุ้น ขณะเดียวกันคาดว่า จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน จะเปิดเผยผลการทดลองวัคซีนโควิด-19 ในสัปดาห์นี้ หลังจากที่ได้ทำการทดลองวัคซีนในระยะที่ 3 กับอาสาสมัครจำนวน 45,000 คน

หุ้นเจเนอรัล อิเลคทริค (GE) พุ่งขึ้น 2.73% หลังบริษัทเปิดเผยรายได้ในไตรมาส 4/2563 ที่ระดับ 2.193 หมื่นล้านดอลลาร์ สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ที่ระดับ 2.183 หมื่นล้านดอลลาร์ อย่างไรก็ดี บริษัทมีกำไรเพียง 8 เซนต์/หุ้น ซึ่งต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ที่ระดับ 9 เซนต์/หุ้น

นักลงทุนจับตาผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนรายอื่นๆในสัปดาห์นี้ ซึ่งได้แก่ แอปเปิล, ไมโครซอฟท์, โบอิ้ง, เน็ตฟลิกซ์ และเทสลา

นอกจากนี้ นักลงทุนยังรอดูผลการประชุมนโยบายการเงินของเฟดซึ่งจะมีการแถลงในวันนี้ตามเวลาสหรัฐ หรือในช่วงเช้าตรู่ของวันพรุ่งนี้ตามเวลาไทย ด้านนักวิเคราะห์คาดว่าเฟดจะยังคงตรึงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 0.00-0.25% ขณะที่ตลาดจับตาดูว่าเฟดจะยังคงซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ในวงเงิน 1.2 แสนล้านดอลลาร์/เดือนหรือไม่ ท่ามกลางการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในสหรัฐ

สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐที่มีการเปิดเผยล่าสุดเมื่อคืนนี้ ผลสำรวจของเอสแอนด์พี คอร์โลจิก เคส ชิลเลอร์ ระบุว่า ดัชนีราคาบ้านทั่วประเทศในสหรัฐพุ่งขึ้น 9.5% ในเดือนพ.ย. เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีที่แล้ว ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นมากที่สุดในรอบกว่า 6 ปี

ทางด้านผลสำรวจของ Conference Board ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยเศรษฐกิจ ระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 89.3 ในเดือนม.ค. จากระดับ 87.1 ในเดือนธ.ค. และสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 89.0 โดยดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐเป็นการสำรวจมุมมองของผู้บริโภค และความเชื่อมั่นต่อสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน และในช่วง 6 เดือนข้างหน้า, สถานะการเงินส่วนบุคคล และการจ้างงาน

ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจด้านอื่นๆของสหรัฐที่มีกำหนดเปิดเผยในสัปดาห์นี้ได้แก่ ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนเดือนธ.ค., จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์, ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 4/2563 (ประมาณการเบื้องต้น), ยอดขายบ้านใหม่เดือนธ.ค., ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) เดือนธ.ค., ยอดทำสัญญาขายบ้านที่รอปิดการขาย (pending home sales) เดือนธ.ค. และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนม.ค.จากมหาวิทยาลัยมิชิแกน

ดาวโจนส์เปิดลบเล็กน้อยลบ 9.9 จุด ขณะการซื้อขายแกว่งขึ้นลงในกรอบแคบๆ

ดาวโจนส์เปิดลบเล็กน้อยลบ 9.9 จุด ขณะการซื้อขายแกว่งขึ้นลงในกรอบแคบๆ

ดาวโจนส์เปิดลบเล็กน้อยลบ 9.9 จุด ขณะการซื้อขายแกว่งขึ้นลงในกรอบแคบๆ

ดัชนีดาวโจนส์เปิดตลาดปรับตัวลดลงเล็กน้อย โดยการซื้อขายแกว่งตัวขึ้นลงแดนบวกและลบในกรอบแคบๆ เนื่องจากขณะนี้ยังไม่มีปัจจัยชี้นำการซื้อขายชัดเจน ขณะเดียวกันนักลงทุนยังจับตาข่าวเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 อย่างใกล้ชิด หลังมีข่าวพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์แอฟริกาใต้ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งสายพันธุ์ที่ว่านี้แพร่เชื้อง่ายกว่าและดูเหมือนจะดื้อวัคซีนมากกว่า

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์เปิดตลาดที่ 31,420.80 จุด ลบ 9.9 จุด หรือ 0.03%

หุ้นกลุ่มพลังงานปรับตัวลดลงโดยนักลงทุนมีความกังวลเกี่ยวกับความต้องการน้ำมัน หลังจากกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) และสำนักงานพลังงานสากล (IEA) คาดการณ์ว่า ความต้องการใช้น้ำมันจะฟื้นตัวช้าเนื่องจากผลกระทบของมาตรการล็อกดาวน์

หุ้นเชฟรอน ปรับตัวลดลง 0.26% และหุ้นออคซิเดนทัล ปิโตรเลียม ปรับตัวลดลง 0.12%

ทั้งนี้ บรรยากาศการซื้อขายโดยรวมยังคงได้รับปัจจัยหนุนจากความหวังเกี่ยวกับการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐ นอกจากนี้ นักลงทุนส่วนหนึ่งยังมองว่า ข้อมูลแรงงานที่ซบเซาอาจจะช่วยผลักดันให้รัฐบาลสหรัฐเร่งออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจให้เร็วขึ้น เนื่องจากผลกระทบของมาตรการล็อกดาวน์เพื่อควบคุมการระบาดของโควิด-19 ทำให้ภาคเอกชนปลดพนักงานจำนวนมากในช่วงที่ผ่านมา

ตลาดหุ้นนิวยอร์กจะปิดทำการในวันจันทร์นี้ (15 ก.พ.) เนื่องในวันประธานาธิบดี (Presidents Day) ufabet

ดัชนีดาวโจนส์ฟิวเจอร์ส (Dow Jones Index Futures) คืออะไร? มีเทคนิคเทรดอย่างไร?

หากท่านกำลังสนใจการเทรดที่มีกระแสนิยมมาแรงสุดๆ อย่าง Dow Jones Index Futures แล้วล่ะก็ รีบเข้ามาอ่านด่วน! เพราะบทความนี้จะพาเทรดเดอร์ทุกท่านไปทำความเข้าใจ DJI futures ให้มากยิ่งขึ้น เพื่อค้นหาความหมายว่า DJI futures คืออะไร, จะเทรด DJI index futures อย่างไร และทำไมจึงควรเลือกเทรด DJI index futures รวมไปถึงตัวอย่างและเทคนิคแบบเชี่ยวชาญ ที่สามารถนำไปใช้งานได้จริงในการเทรด DJI futures ถ้าพร้อมแล้วก็ไปลุยกันเลย

DJI Index Futures คืออะไร?

Dow Jones Index Futures (DJI Index Futures) หรือที่คนไทยรู้จักกันในนาม “สัญญาซื้อขายล่วงหน้าดัชนีดาวโจนส์” หรือเรียกสั้นๆ ว่า “ดัชนีดาวโจนส์ฟิวเจอร์ส” คือ หนึ่งในประเภทของสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่เอื้อให้นักลงทุนสามารถ “คาดการณ์” มูลค่าของสินทรัพย์ล่วงหน้าในดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์นั่นเองครับ

โดย Index futures เป็นการทำข้อตกลงระหว่างเทรดเดอร์ 2 ราย โดยรายหนึ่งเทรดชนะ ในขณะที่ฝ่ายตรงข้ามเทรดแพ้ ฟังดูเหมือนกับการเล่นพนันเลยใช่มั้ยล่ะครับ แต่มันแตกต่างกันตรงที่ว่า การเทรด Index futures นั้นถูกต้องตามกฎหมาย ด้วยข้อผูกมัดที่ว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะต้องจ่ายเงินให้กับอีกฝ่ายเมื่อวันกำหนดชำระมาถึง

Dow Futures เองก็เป็นอีกหนึ่งประเภทของการเทรดตราสารที่นักลงทุนสามารถใช้ ‘ป้องกัน’ ในที่นี้หมายถึงเทรดเดอร์สามารถใช้รูปแบบการเทรดนี้เป็นประกันในการลดความเสี่ยงในพอร์ตการลงทุนทั้งหมด โดยการจัดกลุ่มดาวโจนส์ฟิวเจอร์สเข้ากับตราสารอื่นๆ ในพอร์ต

Index futures ทำให้เทรดเดอร์สามารถซื้อหรือขายสัญญาได้ จากการคาดการณ์และการประเมินของพวกเขาเองว่ามูลค่าของดัชนีทางการเงินในอนาคตนั้นจะเป็นอย่างไรในวันที่ระบุ ในแง่การเทรด มันก็คือการ ‘คาดการณ์ความเคลื่อนไหวของราคา’ นั่นเอง

ทำไมต้องเทรด DJI Futures?

ท่านคงสงสัยแล้วว่ามีตราสารให้เลือกเทรดมากมายไปหมด ทำไมต้องเลือกเทรดดัชนีดาวโจนส์ฟิวเจอร์สด้วยล่ะ นี่คือ 3 เหตุผลสำคัญ ที่จะช่วยยืนยันว่าดาวโจนส์ฟิวเจอร์สดีต่อพอร์ตการลงทุนของท่านอย่างไร

1. ช่วยลดความเสี่ยง

อย่างที่เราได้บอกไปแล้วเบื้องต้นว่า สัญญาฟิวเจอร์สจะช่วยให้เทรดเดอร์สามารถป้องกันการลงทุนและช่วยบริหารความเสี่ยงในการลงทุน โดยเมื่อความเสี่ยงในการขาดทุนลดลง ก็จะทำให้ท่านมีเงินทุนสำหรับการลงทุนเพิ่มขึ้น เพื่อทำกำไรให้มากยิ่งขึ้นนั่นเอง แต่อย่าลืมเลือกตราสารเทรดที่เหมาะสม เทรดให้ถูกวิธี และบริหารความเสี่ยงด้วยล่ะครับ

2. ข้อดีของการเทรดสัญญาฟิวเจอร์ส

การเทรดสัญญาฟิวเจอร์ส ทำให้นักลงทุนสามารถเพิ่มจำนวนเลเวอเรจ ลดต้นทุนในการเทรด และทำให้ท่านมีในการเทรดมากยิ่งขึ้น (ตัวอย่างเช่น ใช้เวลาพิจารณาและคาดการณ์ความเคลื่อนไหวของราคาได้นานยิ่งขึ้น)

3. เทรดดัชนี VS ตราสารเทรดอื่นๆ

ในการเทรดดัชนีฟิวเจอร์ส เช่น DJI ทำให้เทรดเดอร์สามารถลดความเสี่ยงได้มากกว่าการลงทุนในตราสารอื่นๆ เพราะมันคือการพิจารณาและคาดการณ์ดัชนีทั้งหมด ซึ่งเป็นการรวบรวมหลากหลายธุรกิจ องค์กร และอื่นๆ อีกมากมาย

ตัวอย่างเช่น ดัชนีดาวโจนส์ ประกอบด้วยหุ้นของบริษัทมหาชน (หรือที่เรียกว่า บริษัทบลูชิพ) จำนวน 30 บริษัท ที่มีการซื้อขายกันในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (New York Stock Exchange หรือ NYSE)

บริษัทที่มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักกันอย่างดีในดัชนีดาวโจนส์ ได้แก่ โคคา-โคลา (Coca-Cola), เอทีแอนด์ที (AT&T), เอ็กซอนโมบิล (ExxonMobil), วอล-มาร์ต (Wal-Mart), ฮิวเลตต์-แพคการ์ด (Hewlett-Packard) และ ไมโครซอฟท์ (Microsoft)

ในปัจจุบัน แต่ละบริษัทต่างก็ประสบกับมูลค่าราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้นและลดลงแตกต่างกันไป แต่มันเป็นไปได้น้อยมากที่ทั้ง 30 บริษัทจะประสบกับความผันผวนของราคาแบบเดียวกันทั้งหมด เนื่องจากบริษัทต่างๆ ก็อยู่ในอุตสาหกรรมที่ต่างกันออกไป นี่จึงเป็นวิธีที่ทำให้เทรดเดอร์สามารถป้องกันการขาดทุนจากการเปลี่ยนแปลงของราคาในตลาดอย่างรวดเร็ว

อนุพันธ์ ปรับตัวลดลงรับแรงขายช่วงก่อนหยุดตรุษจีน-ไร้ปัจจัยใหม่หนุน

อนุพันธ์ ปรับตัวลดลงรับแรงขายช่วงก่อนหยุดตรุษจีน-ไร้ปัจจัยใหม่หนุน

อนุพันธ์ : ปรับตัวลดลงรับแรงขายช่วงก่อนหยุดตรุษจีน-ไร้ปัจจัยใหม่หนุน

นายวรุต รุ่งขำ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน ฟิวเจอร์ส กล่าวว่า การซื้อขาย SET50 Index Futures วันนี้ปรับตัวลดลงจากแรงขายบางส่วนที่ออกมากดดันในช่วงเข้าสู่วันหยุดทำการพิเศษพรุ่งนี้ (วันที่ 12 ก.พ. 64) ส่งผลให้นักลง ทุนขายลดความเสี่ยงออกมากดดัชนี ขณะที่ตลาดหุ้นในภูมิภาคปิดทำการเป็นส่วนใหญ่ แม้ว่าจะมีปัจจัยบวกจากทางสหรัฐฯและจีนในการเจรจา ข้อตกลงที่ตรงกันในบางเรื่อง แต่ตลาดยังขาดปัจจัยหนุนใหม่ที่สำคัญเข้ามาช่วยผลักดันดัชนี

แนวโน้มสัปดาห์หน้าคาดว่าดัชนีจะยังแกว่งตัวไซด์เวย์และรีบาวด์กลับมา จากปัจจัยในต่างประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐฯอัดฉีด เม็ดเงินเข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ และการที่จะมีหุ้นใหม่ คือ OR เริ่มเข้าคิดคำนวณใน SET50 โดยให้ต้านไว้ที่ 964 จุด แนวรับ 923 จุด

ด้านราคาทองคำปรับตัวเพิ่มขึ้น หลังจากทิศทางค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯอ่อนค่า และยังมีปัจจัยหนุนให้มีแรงซื้อทองคำจากการที่ สหรัฐฯยังมีท่าทีที่แข็งแกร้าวต่อจีน แม้ว่าจะมีความคิดเห็นตรงกันในบางเรื่องก็ตาม อย่างไรก็ตาม ในช่วงนี้ราคาทองคำอาจจะเคลื่อนไหว ในกรอบ 1,855-1,821 เหรียญสหรัฐฯ/ออนซ์ เพราะเป็นช่วงเทศกาลตรุษจีนที่ตลาดในภูมิภาคเอเชียส่วนใหญ่ปิดทำการหลายวัน ทำให้ การซื้อขายทองคำเบาบาง

ดัชนี SET50 ปิดวันนี้ที่ระดับ 942.63 จุด ลดลง 7.65 จุด, -0.80%

ตราสารอนุพันธ์ (Derivative) คืออะไร? 

ในบทความนี้เราจะมาทำความรู้จักตราสาร อนุพันธ์ หรือ Derivative กันนะครับ ซึ่งตราสารอนุพันธ์เป็นตราสารประเภทหนึ่ง ที่ใช้สำหรับบริหารความเสี่ยง (Risk Management, Hedging) หรือ เก็งกำไร (Speculative) ซึ่งตราสารอนุพันธ์เป็นตราสารที่ซับซ้อนและค่อนข้างจะเข้าใจยากสักหน่อย (เหมือนสาวๆ ทั้งหลาย) แต่ว่าถ้าเราทำความเข้าใจได้ก็จะทำให้เราได้ประโยชน์อะไรหลายต่อหลายอย่างทีเดียว

สัญญาและสิทธิ์เป็นของคู่กัน

ก่อนจะมาทำความรู้จักกับตราสารอนุพันธ์ เราต้องรู้จักกับคำ 2 คำก่อน คือ สัญญา และ สิทธิ์ ซึ่งเป็นรูปแบบของตราสารอนุพันธ์

  • สัญญา หมายถึง ข้อตกลงที่คู่สัญญาทั้ง 2 ฝ่ายตกลงทำสัญญากัน ดังนั้นต้องทำตาม ถ้าไม่ทำตามอาจจะถูกปรับหรือถูกลงโทษ
  • สิทธิ์ หมายถึง สิ่งที่เราได้มาหรือซื้อมา แล้วทำให้เรามีสิทธิ์ทำตามเงื่อนไขของสิ่งที่ซื้อมา เช่น เราซื้อบัตรคอนเสิร์ตมาเราก็มีสิทธิ์ไปดูคอนเสิร์ต เป็นต้น

ประเภทของตราสารอนุพันธ์

เอาล่ะ รู้จักสิทธิ์กับสัญญากันแล้ว เราก็มาทำความรู้จักกับตราสารอนุพันธ์ได้แล้วละครับ โดยตราสารอนุพันธ์แบ่งออกเป็น 4 ประเภท คือ Forward, Futures, Swap ที่เป็นสัญญา และ Option ที่เป็นสิทธิ์

1. Forward (ฟอร์เวิร์ด)

ตราสารอนุพันธ์ ชนิดแรก คือ Forward ซึ่งเป็นสัญญาในการซื้อขายสินค้าหรือสินทรัพย์ทางการเงินที่คู่สัญญา 2 ฝ่ายตกลงกัน โดยฝ่ายหนึ่งทำสัญญาว่าจะซื้อ (หรือขาย) และอีกฝ่ายขาย (หรือซื้อ) ตามราคาที่ตกลงกันไว้ โดยการซื้อขายจะเกิดขึ้นในอนาคต

ตัวอย่างเช่น A ทำสัญญา Forward จะซื้อ หุ้น X ที่ราคา 12 บาทในอีก 1 เดือนข้างหน้า โดย B สัญญาจะขายหุ้น X ที่ราคา 12 บาทเช่นกัน

สมมติว่าปัจจุบันหุ้น X ราคา 10 บาท ผ่านไป 1 เดือนครบอายุสัญญา ราคาหุ้น X ขึ้นไปเป็น 13 บาท

A ได้ซื้อหุ้น X จาก B ที่ราคา 12 บาทตามสัญญา Forward แล้วขายทันทีที่ราคา 13 บาท ทำให้ A ได้กำไรทันที 8.33% ((13-12)/12) ใน 1 เดือนทีเดียว ในขณะที่ B ต้องขายหุ้น X ให้ A ในราคา 12 บาท

สมมติถ้า B ซื้อหุ้น X มาในราคา 10 บาท การขายให้ A ตามสัญญาจะทำให้ B ได้กำไรแค่ 20% ((12-10)/10) ต่างจากถ้า B ขายหุ้นในตลาดเองจะได้กำไรถึง 30% ((13-10)/10) มากกว่าที่ขายให้ A ถึง 10% ทีเดียว

ซึ่งกรณีนี้ B อาจจะผิดสัญญากับ A แล้วไปขายในตลาดแทนก็ได้ เนื่องจาก Forward เป็นสัญญาแบบไม่เป็นทางการ (คือ สัญญาที่คู่สัญญาตกลงทำสัญญากับเอง ไม่มีหน่วยงานกลางรับรองหรือคอยดูแลให้ทำตามสัญญา) ทำให้สัญญา Forward ในยุคแรกของตราสารอนุพันธ์มีการผิดสัญญา (Default) เยอะมาก ทำให้ต้องสร้างตราสารอนุพันธ์ชนิดใหม่คือ Futures ขึ้นมาแทน

2. Futures (ฟิวเจอร์ส)

Futures คือ สัญญาตกลงซื้อขายเหมือนกับ Forward แต่ต่างกันตรงที่ Futures เป็นสัญญาแบบเป็นทางการ มีรูปแบบสัญญาที่แน่นอนและที่สำคัญมีตัวกลางดูแลการซื้อขายและควบคุมให้ทำตามสัญญา

หน่วยงานที่ควบคุมดูแลตรงนี้ คือ ตลาด TFEX ซึ่งดูแลรูปแบบสัญญา และสำนักหักบัญชี (Clearing House) ซึ่งดูแลการทำตามสัญญา โดยสำนักหักบัญชีจะทำหน้าที่เป็นคู่สัญญาตรงข้ามกับผู้ทำสัญญาเพื่อรับประกันการทำตามสัญญาและจะลดความเสี่ยงของตนโดยจะมีการเรียกเก็บเงินประกันจากคู่สัญญาทั้งสองฝ่าย ถ้าฝ่ายใดทำผิดสัญญาจะถูกยึดเงินประกันทำให้ปัญหาการผิดสัญญาถูกแก้ไขไปได้มากทีเดียว

ตรงนี้ถ้าอธิบายให้เข้าใจง่าย คือ สำนักหักบัญชีจะเอาเงินมาจ่ายซื้อหรือขายหลักทรัพย์แทนคู่สัญญาที่บิดพลิ้วนั่นเอง แต่ว่าก็จะเก็บเงินจากคู่สัญญาไว้ล่วงหน้าเพื่อเป็นประกันและลดความเสี่ยงที่ตัวเองจะต้องจ่ายเงินแทนคู่สัญญาที่บิดพลิ้ว

Futures จึงเป็นตราสารอนุพันธ์ที่เป็นที่นิยมกันมากตัวหนึ่งในปัจจุบัน ufabet

 

ดาวโจนส์ปิดบวก 61.97 จุด หลังพาวเวลส่งสัญญาณตรึงดอกเบี้ยหนุนศก.

ดาวโจนส์ปิดบวก 61.97 จุด หลังพาวเวลส่งสัญญาณตรึงดอกเบี้ยหนุนศก.

หุ้นนิวยอร์ก : ดาวโจนส์ปิดบวก 61.97 จุด หลังพาวเวลส่งสัญญาณตรึงดอกเบี้ยหนุนศก.

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกเมื่อคืนนี้ (10 ก.พ.) หลังจากนายเจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ย้ำว่า เฟดจะตรึงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับต่ำต่อไปเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการจ้างงาน อย่างไรก็ดี ดัชนี S&P500 และ Nasdaq ปิดในแดนลบ เนื่องจากนักลงทุนเทขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 31,437.80 จุด เพิ่มขึ้น 61.97 จุด หรือ +0.20% ดัชนี S&P500 ปิดที่ 3,909.88 จุด ลดลง 1.35 จุด หรือ -0.03% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 13,972.53 จุด ลดลง 35.16 จุด หรือ -0.25%

ดัชนีดาวโจนส์ได้รับแรงหนุนหลังจากนายพาวเวลกล่าวสุนทรพจน์ในงานเสวนาของสมาคมเศรษฐกิจแห่งนิวยอร์กเมื่อวานนี้ว่า เฟดต้องการเห็นตัวเลขการจ้างงานและอัตราเงินเฟ้อฟื้นตัวอย่างยั่งยืน ก่อนที่จะตัดสินใจปรับลดวงเงินในโครงการซื้อสินทรัพย์มูลค่า 1.20 แสนล้านดอลลาร์ต่อเดือน พร้อมกับย้ำว่า เฟดจะตรึงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับต่ำต่อไปเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการจ้างงาน

อย่างไรก็ดี การที่นายพาวเวลไม่ได้เปิดเผยข้อมูลเชิงลึกใหม่ๆเกี่ยวกับทิศทางนโยบายการเงินของเฟดนั้น ทำให้นักลงทุนรู้สึกผิดหวัง และส่งผลให้ดัชนีดาวโจนส์ขยับขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

หุ้น 6 ใน 11 กลุ่มที่คำนวณในดัชนี S&P500 ปรับตัวลง นำโดยดัชนีหุ้นกลุ่มสินค้าผู้บริโภคร่วงลง 0.94% โดยหุ้นเป๊ปซี่โค ร่วงลง 1.36% หุ้นพรอคเตอร์ แอนด์ แกมเบิล (P&G) ปรับตัวลง 0.33% หุ้นไทสัน ฟูดส์ ลดลง 0.32% ufa

ตลาดหุ้นอเมริกา คืออะไร : วิธีการซื้อหุ้น, ตลาดหุ้นอเมริกาเปิดกี่โมง?

ตลาดหุ้นอเมริกาได้รับความสนใจอย่างมากจากนักลงทุน เนื่องจากมีหุ้นเทคโนโลยีชื่อดังก้องโลก เช่น Facebook, Google, Amazon ซึ่งนับว่าเป็น 3 บริษัทที่เปลี่ยนโลกไปอย่างสิ้นเชิง และราคาหุ้นของบริษัทเหล่านี้ก้มีมูลค่ามหาศาล ในบทความนี้เราจึงต้องการพาคุณไปเรียนรู้เกี่ยวกับตลาดหุ้นอเมริกาให้มากยิ่งขึ้น

ออกตัวก่อนว่า บทความนี้จะอธิบายเรื่องพื้นฐานโดยไม่ได้มี “เทคนิค” ในการเข้าเทรดใดๆ โดยเป็นบทความสำหรับมือใหม่ “ตั้งแต่ศูนย์” อธิบายตั้งแต่ ตลาดหุ้นอเมริกาคืออะไร แล้วหุ้นที่อยู่ในตลาดหุ้นอเมริกา มีอะไรบ้าง? เวลาเปิด-ปิดของตลาด การเปิดโปรแกรมดูกราฟ และวิธีการกดปุ่มซื้อขายในเบื้องต้น ไปลุยกันเลย!

ตลาดหุ้นอเมริมา

ตลาดหุ้นอเมริกา คือ สถานที่อันที่ศูนย์กลางในการซื้อขายตราสารทุน หรือที่เรียกว่า “หุ้น” ของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของประเทศสหรัฐฯ ซึ่งก็เปรียบเสมือนตลาดหุ้นแห่งประเทศไทยของบ้าน หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ SET แต่สำหรับตลาดหุ้นอเมริกาจะมีตราสารทางการเงินที่หลากหลายกว่ามาก

ในสหรัฐฯ จะมีตลาดหุ้นหลักถึง 2 แห่ง ซึ่งมันยังเป็น 2 ตลาดหุ้นที่ใหญ่ที่สุดในโลกอีกด้วย ได้แก่ “ตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก” (New York Stock Exchange) และตลาด “แนสแด็ก” (Nasdaq Stock Exchange) ซึ่ง Nasdaq เป็นตลาดหลักทรัพย์แห่งที่สองของสหรัฐฯ ดังนั้นเราจะเห็นว่า เวลานักลงทุนพูดคำว่า “ตลาดหุ้นอเมริกา” จะหมายถึง 2 ตลาดหลักของสหรัฐฯ คือ New York และ Nasdaq

ตัวอย่างบริษัทระดับโลกที่คุ้นหูกันดีที่ได้จดทะเบียนระดมทุนในตลาดหุ้นอเมริกา เช่น Amazon, Netflix, Facebook หรือแม้แต่บริษัทสัญชาติจีนอย่าง Alibaba ของ Jack Ma ก็เลือกที่จะเข้ามาจดทะเบียนในตลาด Nasdaq เพราะมีพัฒนาการที่ยาวนาน และในดินแดนสหรัฐฯ มี Investment Banker ที่เชี่ยวชาญกว่ามาก จึงเป็นทางเลือกที่ดีกว่าที่ Alibaba ต้องยอมไปอยู่ในตลาดหุ้นอเมริกา

ตลาดหุ้นในอเมริกา มีอะไรบ้าง?

ความจริงต้องเขียนว่า “ตลาดทางการเงิน” โดยในหัวข้อที่แล้ว เราพอทราบคร่าวๆ แล้วว่า บริษัทระดับโลกส่วนใหญ่ก็จดทะเบียนในตลาดหุ้นอเมริกา โดยมี 2 ตลาดหุ้นหลักๆ ได้แก่ New York Stock Exchange กับ Nasdaq Stock Exchange อย่างไรก็ตาม ตลาดที่ใช้แลกเปลี่ยนซื้อขายตราสารทางการเงิน (Securities Market) ไม่ได้มีแค่ “ตลาดหุ้น”

ตลาดทางการเงินหลัก 3 แห่ง ได้แก่

  • New York Stock Exchange (NYSE) : ตลาดหุ้นนิวยอร์ก
  • National Association of Securities Dealers Automated Quotation System (Nasdaq)
  • American Stock Exchange (AMEX) : จะเป็นตลาดสำหรับซื้อขายกองทุน ETF โดยเฉพาะ

ตลาดทางการเงินเพื่อสนับสนุนเครื่องมือเพิ่มเติมหรือตราสารที่มีความซับซ้อน เช่น ตราสารอนุพันธ์ประเภทฟิวเจอร์ศ

  • Boston Stock Exchange (BSE)
  • Chicago Board Options Exchange (CBOE)
  • Chicago Board of Trade (CBOT)
  • Chicago Mercantile Exchange (CME) : ตลาดที่ได้รับความนิยมในฐานะศูนย์กลางการเทรดฟิวเจอร์ส
  • Chicago Stock Exchange (CHX)
  • International Securities Exchange (ISE) : ตลาดที่เน้นตราสาร Option
  • Miami Stock Exchange (MS4X)
  • National Stock Exchange (NSX)
  • Philadelphia Stock Exchange (PHLX)
ดอลล์อ่อนเทียบสกุลเงินหลักลดลง 0.54% ตามทิศทางบอนด์ยีลด์สหรัฐ

ดอลล์อ่อนเทียบสกุลเงินหลักลดลง 0.54% ตามทิศทางบอนด์ยีลด์สหรัฐ

เงินนิวยอร์ก : ดอลล์อ่อนเทียบสกุลเงินหลักลดลง 0.54% ตามทิศทางบอนด์ยีลด์สหรัฐ

ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (9 ก.พ.) โดยดอลลาร์ปรับตัวตามอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐที่อ่อนตัวลงเมื่อคืนนี้ ขณะที่นักลงทุนยังคงจับตาความคืบหน้าในการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐ รวมทั้งอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐซึ่งมีกำหนดเปิดเผยในสัปดาห์นี้

ดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุล ลดลง 0.54% สู่ระดับ 90.4427 เมื่อคืนนี้

ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 104.54 เยน จากระดับ 105.22 เยน และอ่อนค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิสที่ระดับ 0.8918 ฟรังก์ จากระดับ 0.8986 ฟรังก์ นอกจากนี้ ดอลลาร์สหรัฐยังอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ที่ระดับ 1.2695 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.2741 ดอลลาร์แคนาดา

ยูโรแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.2117 ดอลลาร์ จากระดับ 1.2055 ดอลลาร์ ขณะที่เงินปอนด์แข็งค่าขึ้นแตะที่ระดับ 1.3811 ดอลลาร์ จากระดับ 1.3742 ดอลลาร์ ส่วนดอลลาร์ออสเตรเลียแข็งค่าขึ้นสู่ระดับ 0.7737 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 0.7703 ดอลลาร์สหรัฐ

ดอลลาร์ปรับตัวตามทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีซึ่งลดลงสู่ระดับ 1.143% และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 30 ปี ปรับตัวลงสู่ระดับ 1.923% เมื่อคืนนี้

นักลงทุนยังติดตามความคืบหน้าในการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐ หลังจากสภาคองเกรสให้ความเห็นชอบต่อแนวทางการพิจารณาอนุมัติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงิน 1.9 ล้านล้านดอลลาร์แบบ fast track เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ซึ่งจะช่วยปูทางให้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของปธน.ไบเดนสามารถผ่านสภาคองเกรสโดยไม่จำเป็นต้องได้รับเสียงสนับสนุนจากพรรครีพับลิกัน

สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐที่มีการเปิดเผยล่าสุดเมื่อคืนนี้ สำนักงานสถิติของกระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยผลสำรวจการเปิดรับสมัครงานและอัตราการหมุนเวียนของแรงงาน (JOLTS) พบว่า ตัวเลขการเปิดรับสมัครงาน ซึ่งเป็นมาตรวัดอุปสงค์ในตลาดแรงงาน เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 6.65 ล้านตำแหน่งในเดือนธ.ค. จาก 6.572 ล้านตำแหน่งในเดือนพ.ย.

ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจด้านอื่นๆของสหรัฐซึ่งมีกำหนดเปิดเผยในสัปดาห์นี้ได้แก่ อัตราเงินเฟ้อเดือนม.ค., สต็อกสินค้าคงคลังภาคค้าส่งเดือนธ.ค., จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนก.พ.จากมหาวิทยาลัยมิชิแกน ufa

ดอลลาร์สหรัฐ (อังกฤษ: United States dollar; ในเอกสารเก่าอาจพบการใช้ เหรียญสหรัฐ) เป็นสกุลเงินของประเทศสหรัฐอเมริกา และยังใช้เป็นสกุลเงินสำรองในหลายประเทศทั่วโลก[1] รหัสสากลคือ ISO 4217 ใช้ตัวย่อว่า USD และสัญลักษณ์ $ โดย 1 ดอลลาร์สหรัฐมีค่าเท่ากับ 31.19 บาท (อัตราแลก-เปลี่ยน ณ วันที่ 13 ส.ค. 15:00 UTC)

สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศหนึ่งที่ใช้หน่วยเงิน ดอลลาร์ เป็นสกุลเงินประจำชาติ และยังมีประเทศอื่นที่มีเงินดอลลาร์เช่นกัน แต่ใช้ชื่อเรียกอื่น เช่น ดอลลาร์สิงคโปร์ ดอลลาร์ฮ่องกง ดอลลาร์ไต้หวัน นอกจากนี้ ดอลลาร์สหรัฐ ยังเป็นสกุลเงินหลักในหลายประเทศ[2] และในบางประเทศถึงแม้ว่าดอลลาร์สหรัฐไม่ใช่สกุลเงินหลัก แต่ยังมีการยอมรับในการใช้จ่ายสินค้าทั่วไป

ชื่อเล่นที่ชาวอเมริกันเรียก 1 เซนต์ ว่า “เพนนี” (penny), 5 เซนต์ ว่า “นิกเกิล” (nickel), 10 เซนต์ ว่า “ไดม์” (dime), 25 เซนต์ ว่า “ควอเตอร์” (quarter), 1 ดอลลาร์สหรัฐ ว่า “บั๊ก (ภาษาสแลง, ภาษาพูด)” (buck) และเรียก หนึ่งพันดอลลาร์สหรัฐ ว่า แกรนด์ (grand)

รายการของสกุลเงินโลก

สกุลเงินต่างประเทศเป็นผลิตภัณฑ์หลักในแง่ของการเทรดฟอเร็กซ์ มีสกุลเงินทั้งหมด 180 สกุลเงินในโลกซึ่งหมุนเวียนอยู่ใน 197 ประเทศ

สกุลเงินที่นิยมมากที่สุดในการเทรดฟอเร็กซ์คือดอลลาร์สหรัฐ (US Dollar) มูลค่าการซื้อขายรวมในปี 2015 สร้างรายได้ 88% ของธุรกรรมสกุลเงินทั้งหมด สกุลเงินที่นิยมอันที่ 2 คือยูโร (EUR) จัดเป็น 31% ของการดำเนินการฟอเร็กซ์รวม หลังจากสกุลเงินผู้นำจะตามด้วยสกุลเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ปอนด์ (GBP) ดอลลาร์ออสเตรเลีย (AUD) ดอลลาร์แคนาดา (CAD) ฟรังก์สวิส (CHF) และ หยวนจีน (CNY) ซึ่งแต่ละสกุลเงินมีมูลค่าการซื้อขายรวมอยู่ที่ 5%

ดอลล์แข็งเทียบสกุลเงินหลักเพิ่มขึ้น 0.39% รับข้อมูลเศรษฐกิจสดใส

ดอลล์แข็งเทียบสกุลเงินหลักเพิ่มขึ้น 0.39% รับข้อมูลเศรษฐกิจสดใส

เงินนิวยอร์ก : ดอลล์แข็งเทียบสกุลเงินหลักเพิ่มขึ้น 0.39% รับข้อมูลเศรษฐกิจสดใส

ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (4 ก.พ.) ขานรับข้อมูลเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งของสหรัฐ ขณะที่นักลงทุนจับตาความคืบหน้าในการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐ รวมทั้งการเปิดเผยตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนม.ค.ของสหรัฐในวันนี้

ดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน เพิ่มขึ้น 0.39% สู่ระดับ 91.5209 เมื่อคืนนี้

ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 105.52 เยน จากระดับ 105.05 เยน และแข็งค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9039 ฟรังก์ จากระดับ 0.8993 ฟรังก์ นอกจากนี้ ดอลลาร์สหรัฐยังแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ที่ระดับ 1.2831 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.2780 ดอลลาร์แคนาดา

ยูโรอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.1966 ดอลลาร์ จากระดับ 1.2025 ดอลลาร์ ขณะที่เงินปอนด์แข็งค่าขึ้นแตะที่ระดับ 1.3674 ดอลลาร์ จากระดับ 1.3642 ดอลลาร์ ส่วนดอลลาร์ออสเตรเลียอ่อนค่าลงแตะที่ระดับ 0.7601 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 0.7621 ดอลลาร์สหรัฐ

ดอลลาร์สหรัฐได้รับปัจจัยหนุนจากข้อมูลเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง โดยกระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า คำสั่งซื้อภาคโรงงานของสหรัฐเพิ่มขึ้น 1.1% ในเดือนธ.ค. สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าเพิ่มขึ้น 0.7% หลังจากพุ่งขึ้น 1.3% ในเดือนพ.ย. โดยการดีดตัวของคำสั่งซื้อภาคโรงงานได้รับแรงหนุนจากการที่รัฐบาลผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ หลังจากมีการปิดเศรษฐกิจก่อนหน้านี้เพื่อสกัดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19

ทางด้านกระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกลดลงสู่ระดับ 779,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่สัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 28 พ.ย.2563 และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 830,000 ราย จากระดับ 812,000 รายที่มีการรายงานในสัปดาห์ก่อนหน้านี้

นักลงทุนจับตาตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนม.ค.ซึ่งกระทรวงแรงงานสหรัฐมีกำหนดเปิดเผยในคืนนี้ ขณะที่นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งคาดการณ์ว่า ตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรจะเพิ่มขึ้น 50,000 ตำแหน่งในเดือนม.ค. หลังจากลดลง 140,000 ตำแหน่งในเดือนธ.ค. ซึ่งเป็นการปรับตัวลงเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนเม.ย.

นอกจากนี้ นักลงทุนยังจับตาความคืบหน้าในการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐ โดยประธานาธิบดีโจ ไบเดนได้พบปะกับสมาชิกสภาคองเกรส ด้วยความหวังที่จะผลักดันมาตรการดังกล่าวให้ผ่านการอนุมัติของรัฐสภา แม้เผชิญเสียงท้วงติงจากสมาชิกพรรครีพับลิกันเกี่ยวกับวงเงินที่สูงถึง 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ ufa

ดอลลาร์สหรัฐ (อังกฤษ: United States dollar; ในเอกสารเก่าอาจพบการใช้ เหรียญสหรัฐ) เป็นสกุลเงินของประเทศสหรัฐอเมริกา และยังใช้เป็นสกุลเงินสำรองในหลายประเทศทั่วโลก[1] รหัสสากลคือ ISO 4217 ใช้ตัวย่อว่า USD และสัญลักษณ์ $ โดย 1 ดอลลาร์สหรัฐมีค่าเท่ากับ 31.19 บาท (อัตราแลก-เปลี่ยน ณ วันที่ 13 ส.ค. 15:00 UTC)

สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศหนึ่งที่ใช้หน่วยเงิน ดอลลาร์ เป็นสกุลเงินประจำชาติ และยังมีประเทศอื่นที่มีเงินดอลลาร์เช่นกัน แต่ใช้ชื่อเรียกอื่น เช่น ดอลลาร์สิงคโปร์ ดอลลาร์ฮ่องกง ดอลลาร์ไต้หวัน นอกจากนี้ ดอลลาร์สหรัฐ ยังเป็นสกุลเงินหลักในหลายประเทศ[2] และในบางประเทศถึงแม้ว่าดอลลาร์สหรัฐไม่ใช่สกุลเงินหลัก แต่ยังมีการยอมรับในการใช้จ่ายสินค้าทั่วไป

US Dollar Index คืออะไร?

US Dollar Index ( หรือ Dollar Index – USDX, DXY, DI ภาษาไทยว่าดัชนีค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ) คือดัชนีที่วัดความแข็งของดอลลาร์สหรัฐเมื่อเทียบกับตะกร้าสกุลเงินต่าง ๆ ซึ่งจัดทำ ดูแลและเผยแพร่โดย ICE (International Exchange Inc.)

US Dollar Index เกิดขึ้นในเดือนมีนาคม 2516 หลังการสิ้นสุดของระบบเบรตตันวูดส์ US Dollar Index มีค่าฐานอยู่ที่ 100.00 จุด โดยที่จุดสูงสุดอยู่ที่ 164.7200 จุดในเดือนกุมภาพันธ์ 2528 และจุดต่ำสุดอยู่ที่ 70.698 จุด ณ วันที่ 16 มีนาคม 2551 ซึ่งอยู่ในช่วงวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์

หาก US Dollar Index เพิ่มขึ้นสูงกว่า 100 จุด หมายความว่า ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับตะกร้าสกุลเงิน เช่น 120.00 จุด หมายความว่า US Dollar Index แข็งค่าขึ้น 20 เปอร์เซ็นต์ (120-100 = 20 )

หาก US Dollar Inde xลดลงต่ำกว่า 100 จุด หมายความว่า ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับตะกร้าสกุลเงิน เช่น 80.00 จุด หมายความว่า US Dollar Index อ่อนค่าลง 20 เปอร์เซ็นต์ (100-80 = 20 )

วิธีคำนวณ US Dollar Index

คุณสามารถคำนวณโดยใช้สูตรดังนี้

US Dollar Index = 50.14348112 × EUR/USD^(-0.576) × USD/JPY^(0.136) × GBP/USD^(-0.119) × USD/CAD^(0.091) × USD/SEK^(0.042) × USD/CHF^(0.036)

โดยที่ ^ เท่ากับ ยกกำลัง

ดอลลาร์ปรับตัวแคบขยับขึ้น 0.08% จับตาคืบหน้ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

ดอลลาร์ปรับตัวแคบขยับขึ้น 0.08% จับตาคืบหน้ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

ดอลลาร์ปรับตัวแคบขยับขึ้น 0.08% จับตาคืบหน้ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

ดอลลาร์ปรับตัวแคบในวันนี้ ขณะที่นักลงทุนจับตาความคืบหน้าในการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

ณ เวลา 00.22 น.ตามเวลาไทย ดอลลาร์ขยับขึ้น 0.08% สู่ระดับ 105.05 เยน ขณะที่ยูโรปรับตัวลง 0.07% สู่ระดับ 126.30 เยน และร่วงลง 0.15% สู่ระดับ 1.202 ดอลลาร์ ส่วนดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน ลบ 0.04% สู่ระดับ 91.16 หลังจากพุ่งแตะ 91.283 เมื่อวานนี้ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 2 เดือน

ดัชนีดอลลาร์ได้พุ่งขึ้น 1.2% ในปีนี้ หลังจากที่ทรุดตัวลงเกือบ 7% ในปีที่แล้ว

นักวิเคราะห์ระบุว่า การที่ดอลลาร์ดีดตัวขึ้นในช่วงต้นเดือนม.ค.ถือเป็นการปรับฐานจากที่ได้อ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่องในปีที่แล้ว

ทำเนียบขาวเปิดเผยว่า ประธานาธิบดีโจ ไบเดนจะพบปะกับสมาชิกรัฐสภาสังกัดพรรคเดโมแครตที่ทำเนียบขาวในวันนี้ เพื่อหารือเกี่ยวกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ ปธน.ไบเดนหวังที่จะผลักดันมาตรการดังกล่าวให้ผ่านการอนุมัติของสภาคองเกรส แม้เผชิญเสียงท้วงติงเกี่ยวกับวงเงินที่สูงถึง 1.9 ล้านล้านดอลลาร์จากสมาชิกพรรครีพับลิกัน

ก่อนหน้านี้ ปธน.ไบเดนได้พบปะกับสมาชิกวุฒิสภาสังกัดพรรครีพับลิกันจำนวน 10 รายที่ทำเนียบขาวเมื่อวันจันทร์ โดยระบุว่า เขาต้องการเสียงสนับสนุนจากทั้งพรรครีพับลิกันและเดโมแครตสำหรับการผ่านมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจดังกล่าว ซึ่งรวมถึงเงินช่วยเหลือผู้ตกงานในสหรัฐ และงบสนับสนุนการฉีดวัคซีนโควิด-19 ให้แก่ชาวอเมริกัน ufa

US Dollar Index คืออะไร?

US Dollar Index ( หรือ Dollar Index – USDX, DXY, DI ภาษาไทยว่าดัชนีค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ) คือดัชนีที่วัดความแข็งของดอลลาร์สหรัฐเมื่อเทียบกับตะกร้าสกุลเงินต่าง ๆ ซึ่งจัดทำ ดูแลและเผยแพร่โดย ICE (International Exchange Inc.)

US Dollar Index เกิดขึ้นในเดือนมีนาคม 2516 หลังการสิ้นสุดของระบบเบรตตันวูดส์ US Dollar Index มีค่าฐานอยู่ที่ 100.00 จุด โดยที่จุดสูงสุดอยู่ที่ 164.7200 จุดในเดือนกุมภาพันธ์ 2528 และจุดต่ำสุดอยู่ที่ 70.698 จุด ณ วันที่ 16 มีนาคม 2551 ซึ่งอยู่ในช่วงวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์

หาก US Dollar Index เพิ่มขึ้นสูงกว่า 100 จุด หมายความว่า ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับตะกร้าสกุลเงิน เช่น 120.00 จุด หมายความว่า US Dollar Index แข็งค่าขึ้น 20 เปอร์เซ็นต์ (120-100 = 20 )

หาก US Dollar Inde xลดลงต่ำกว่า 100 จุด หมายความว่า ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับตะกร้าสกุลเงิน เช่น 80.00 จุด หมายความว่า US Dollar Index อ่อนค่าลง 20 เปอร์เซ็นต์ (100-80 = 20 )

ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงเพียงครั้งเดียวตอนที่หลายประเทศในยุโรปหันมาใช้เงินยูโรตอนต้นปี 2542 หลายคนมองว่า สกุลเงินถ่วงน้ำหนักใน US Dollar Indexควรต้องได้รับการปรับปรุง เพราะคู่ค้าสำคัญของสหรัฐอเมริกาในปัจจุบัน เช่น จีน เกาหลีใต้ บราซิลและเม็กซิโกนั้นไม่อยู่ในUS Dollar Index ขณะที่สวีเดนและสวิสเซอร์แลนด์ที่ไม่ได้เป็นคู่ค้าสำคัญของสหรัฐอเมริกา แต่ยังคงอยู่ใน US Dollar Index

วิธีคำนวณ US Dollar Index

คุณสามารถคำนวณโดยใช้สูตรดังนี้

US Dollar Index = 50.14348112 × EUR/USD^(-0.576) × USD/JPY^(0.136) × GBP/USD^(-0.119) × USD/CAD^(0.091) × USD/SEK^(0.042) × USD/CHF^(0.036)

โดยที่ ^ เท่ากับ ยกกำลัง

US Dollar Index น่าสนใจอย่างไร?

หากคุณสนใจจะเทรดหรือเทรดคู่สกุลเงินที่มี USD ประกอบอาทิเช่น AUD/USD GBP/USD โดยเฉพาะ EUR/USD US Dollar Index ถือเป็นหนึ่งในข้อมูลที่น่าใช้ประกอบการเทรด เนื่องด้วย US Dollar Indexถ่วงน้ำหนักด้วยสกุลเงินยูโรเกินครึ่ง ทำให้ US Dollar Index เคลื่อนไหวในทางตรงกันข้ามกับสกุลเงินยูโร

หลักการใช้ US Dollar Index ประกอบการเทรดคู่สกุลเงินที่มี USD ประกอบ

หาก USD เป็นสกุลเงินหลัก อาทิเช่น USD/EUR USD/GBP USD/AUD US Dollar Index จะมีแนวโน้มเคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกัน ตัวอย่างเช่น US Dollar Indexกับ USD/EUR

ดาวโจนส์ปิดบวก 229.29 จุด รับแรงซื้อหุ้นเทคโนฯ-หุ้นเหมือง

ดาวโจนส์ปิดบวก 229.29 จุด รับแรงซื้อหุ้นเทคโนฯ-หุ้นเหมือง

หุ้นนิวยอร์ก : ดาวโจนส์ปิดบวก 229.29 จุด รับแรงซื้อหุ้นเทคโนฯ-หุ้นเหมือง

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกเมื่อคืนนี้ (1 ก.พ.) โดยได้แรงหนุนจากการพุ่งขึ้นของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี โดยเฉพาะหุ้นแอมะซอนดอทคอมที่ทะยานขึ้นกว่า 4% ก่อนที่บริษัทจะเปิดเผยผลประกอบการในวันนี้ นอกจากนี้ ตลาดยังได้ปัจจัยบวกจากหุ้นกลุ่มเหมืองแร่ที่ดีดตัวขึ้นหลังจากราคาโลหะเงินพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 8 ปี อันเนื่องมาจากคำสั่งซื้อของนักลงทุนรายย่อย

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 30,211.91 จุด เพิ่มขึ้น 229.29 จุด หรือ + 0.76% ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 3,773.86 จุด เพิ่มขึ้น 59.62 จุด หรือ +1.61% ส่วนดัชนี Nasdaq ปิดที่ 13,403.39 จุด เพิ่มขึ้น 332.70 จุด หรือ +2.55%

หุ้นทั้ง 11 กลุ่มที่คำนวณในดัชนี S&P500 ปรับตัวขึ้นทั้งหมด นำโดยดัชนีหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่พุ่งขึ้นกว่า 2.5% โดยหุ้นแอมะซอนดอทคอม ทะยานขึ้น 4.26% หุ้นอัลฟาเบท พุ่งขึ้น 3.6% หุ้นไมโครซอฟท์ พุ่งขึ้น 3.32% หุ้นแอปเปิล บวก 1.65% หุ้นเฟซบุ๊ก ดีดตัวขึ้น 1.42% หุ้นเน็ตฟลิกซ์ บวก 1.25%

หุ้นกลุ่มเหมืองแร่พุ่งขึ้น นำโดยหุ้นฟรีพอร์ท-แมคมอร์แกน พุ่งขึ้น 4.95% หุ้นอัลโค อิงค์ พุ่งขึ้น 4.5% หุ้นยูไนเต็ด สเตทส์ สตีล ดีดขึ้น 2.08% โดยหุ้นกลุ่มเหมืองแร่ได้แรงหนุนจากราคาโลหะเงินที่พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 8 ปี หลังนักลงทุนรายย่อยในตลาดหุ้นสหรัฐได้เล็งเป้าหมายใหม่เป็นโลหะเงินเพื่อดันราคาขึ้น หลังจากที่ได้ใช้กลยุทธ์ในลักษณะเดียวกันนี้กับหุ้น GameStop เพื่อสั่งสอนกองทุนเฮดจ์ฟันด์รายใหญ่ที่มักเก็งกำไรด้วยการขายชอร์ต

หุ้น GameStop ซึ่งเป็นร้านจำหน่ายวิดีโอเกมชื่อดังในสหรัฐ ร่วงลง 30.77% ซึ่งช่วยให้ตลาดคลายความกังวลเกี่ยวกับความผันผวนในตลาด หลังจากที่ราคาหุ้น GameStop พุ่งขึ้นอย่างร้อนแรงในช่วงที่ผ่านมา อันเนื่องมาจากนักลงทุนรายย่อยในห้อง WallStreetBets ซึ่งมีสมาชิกกว่า 7.6 ล้านรายบนเว็บบอร์ด Reddit ได้เล็งเป้าหมายที่จะผลักดันราคาหุ้น GameStop ให้สูงขึ้นเพื่อกดดันให้เฮดจ์ฟันด์ต้องกลับเข้าซื้อคืนหุ้นดังกล่าวเพื่อตัดขาดทุน หลังจากที่ได้ขายชอร์ตก่อนหน้านี้ โดยเก็งว่า GameStop จะต้องปิดกิจการในไม่ช้า

นอกจากนี้ ตลาดยังได้ปัจจัยบวกจากข้อมูลเศรษฐกิจที่สดใสของสหรัฐ โดยไอเอชเอส มาร์กิต ระบุว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตของสหรัฐ ดีดตัวขึ้นสู่ระดับ 59.2 ในเดือนม.ค. จากระดับ 57.1 ในเดือนธ.ค. โดยดัชนี PMI เดือนม.ค.ถือเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เริ่มมีการเก็บข้อมูลในเดือนพ.ค.2550

ทางด้านกระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า การใช้จ่ายด้านการก่อสร้างเพิ่มขึ้น 1.0% ในเดือนธ.ค. เมื่อเทียบรายเดือน สู่ระดับ 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ที่เริ่มมีการเก็บรวบรวมข้อมูลในปี 2545 และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 0.9% หลังจากพุ่งขึ้น 1.1% ในเดือนพ.ย.

นักลงทุนจับตาความคืบหน้าในการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของทำเนียบขาว โดยรายงานล่าสุดระบุว่า วุฒิสมาชิกพรรครีพับลิกัน 10 คนได้เรียกร้องให้ประธานาธิบดีโจ ไบเดนปรับลดวงเงินในมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจลงจากระดับ 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ เพื่อให้สามารถผ่านการอนุมัติจากสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาสหรัฐ

นอกจากนี้ นักลงทุนยังรอดูข้อมูลเศรษฐกิจของสหรัฐในสัปดาห์นี้ ซึ่งได้แก่ ตัวเลขจ้างงานภาคเอกชนเดือนม.ค.จาก ADP, ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคบริการขั้นสุดท้ายเดือนม.ค.จากมาร์กิต, ดัชนีภาคบริการเดือนม.ค.จากสถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐ (ISM), จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์, ยอดสั่งซื้อภาคโรงงานเดือนธ.ค. และตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนม.ค. ufa

ตลาดหุ้นอเมริกา คืออะไร : วิธีการซื้อหุ้น, ตลาดหุ้นอเมริกาเปิดกี่โมง?

ตลาดหุ้นอเมริกาได้รับความสนใจอย่างมากจากนักลงทุน เนื่องจากมีหุ้นเทคโนโลยีชื่อดังก้องโลก เช่น Facebook, Google, Amazon ซึ่งนับว่าเป็น 3 บริษัทที่เปลี่ยนโลกไปอย่างสิ้นเชิง และราคาหุ้นของบริษัทเหล่านี้ก้มีมูลค่ามหาศาล ในบทความนี้เราจึงต้องการพาคุณไปเรียนรู้เกี่ยวกับตลาดหุ้นอเมริกาให้มากยิ่งขึ้น

ออกตัวก่อนว่า บทความนี้จะอธิบายเรื่องพื้นฐานโดยไม่ได้มี “เทคนิค” ในการเข้าเทรดใดๆ โดยเป็นบทความสำหรับมือใหม่ “ตั้งแต่ศูนย์” อธิบายตั้งแต่ ตลาดหุ้นอเมริกาคืออะไร แล้วหุ้นที่อยู่ในตลาดหุ้นอเมริกา มีอะไรบ้าง? เวลาเปิด-ปิดของตลาด การเปิดโปรแกรมดูกราฟ และวิธีการกดปุ่มซื้อขายในเบื้องต้น ไปลุยกันเลย!

ตลาดหุ้นอเมริมา

ตลาดหุ้นอเมริกา คือ สถานที่อันที่ศูนย์กลางในการซื้อขายตราสารทุน หรือที่เรียกว่า “หุ้น” ของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของประเทศสหรัฐฯ ซึ่งก็เปรียบเสมือนตลาดหุ้นแห่งประเทศไทยของบ้าน หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ SET แต่สำหรับตลาดหุ้นอเมริกาจะมีตราสารทางการเงินที่หลากหลายกว่ามาก

ในสหรัฐฯ จะมีตลาดหุ้นหลักถึง 2 แห่ง ซึ่งมันยังเป็น 2 ตลาดหุ้นที่ใหญ่ที่สุดในโลกอีกด้วย ได้แก่ “ตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก” (New York Stock Exchange) และตลาด “แนสแด็ก” (Nasdaq Stock Exchange) ซึ่ง Nasdaq เป็นตลาดหลักทรัพย์แห่งที่สองของสหรัฐฯ ดังนั้นเราจะเห็นว่า เวลานักลงทุนพูดคำว่า “ตลาดหุ้นอเมริกา” จะหมายถึง 2 ตลาดหลักของสหรัฐฯ คือ New York และ Nasdaq

ตัวอย่างบริษัทระดับโลกที่คุ้นหูกันดีที่ได้จดทะเบียนระดมทุนในตลาดหุ้นอเมริกา เช่น Amazon, Netflix, Facebook หรือแม้แต่บริษัทสัญชาติจีนอย่าง Alibaba ของ Jack Ma ก็เลือกที่จะเข้ามาจดทะเบียนในตลาด Nasdaq เพราะมีพัฒนาการที่ยาวนาน และในดินแดนสหรัฐฯ มี Investment Banker ที่เชี่ยวชาญกว่ามาก จึงเป็นทางเลือกที่ดีกว่าที่ Alibaba ต้องยอมไปอยู่ในตลาดหุ้นอเมริกา